ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542

ฎีกาที่ 3778/2542

หลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสองและ ส. ต่างเป็นลูกหนี้โจทก์ร่วมกัน โจทก์มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่จำเลยทั้งสองกับ ส. ก็ยังคงต้องผูกพันอยู่จนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 ดังนั้นการที่โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และของ ส. แต่ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2เพียงรายเดียว และรับชำระหนี้จาก ส. 7,200,000 บาท แล้วปลดจำนองให้ ส. นั้นจึงเป็นการใช้สิทธิของโจทก์ที่กระทำได้โดยชอบ การที่ศาลจะพิพากษาให้ผู้ใดล้มละลายเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลเฉพาะบุคคลนั้น ๆ จะนำเหตุที่โจทก์ไม่ฟ้อง ส. ให้ล้มละลาย ทั้งที่ ส. เป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยทั้งสองมาเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์ย่อมไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีหลักฐานยืนยันถึงจำนวนเงินรายได้ต่อเดือนมาแสดง ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินมายืนยันอีกทั้งทรัพย์สินบางรายการก็ติดจำนอง กับเป็นมรดกระหว่างพี่น้องจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดอันจะเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องตามมาตรา 14

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองและนายสมาน ลีพิลา ให้ร่วมกันชำระหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืม ค้ำประกันและจำนอง ซึ่งศาลได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองและนายสมานร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ดำเนินการเอาที่ดินโฉนดเลขที่ 27134 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมาพร้อมสิ่งปลูกสร้างของนายสมานที่จำนองไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาด เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ไม่ครบ ทั้งจำเลยทั้งสองและนายสมานยังมีทรัพย์สินพอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่ารัฐมนตรีว่การกระทรวงการคลังโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 38 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์พ.ศ. 2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 ให้ความเห็นชอบให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)ลงวันที่ 14 กันยายน 2541 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เข้าดำเนินคดีในฐานะเป็นโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและนายสมาน ลีพิลา ผู้ค้ำประกัน ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 9,632,724.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน9,073,404.70 บาท หากจำเลยทั้งสองและนายสมานไม่ชำระให้นำทรัพย์ที่จำเลยที่ 2และนายสมานจำนองไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบจำเลยทั้งสองและนายสมานไม่ชำระหนี้ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 และนายสมานจำนองไว้เป็นประกันและขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ไป หักค่าธรรมเนียมชั้นบังคับคดีแล้วโจทก์ได้รับชำระหนี้จากการขายทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 2,833,299 บาท ต่อมานายสมานผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์รวม 24 ครั้ง เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 7,200,000 บาท โจทก์นำเงินดังกล่าวหักชำระดอกเบี้ยและเงินต้นถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2535 จำเลยทั้งสองและนายสมานค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 6,700,106.94 บาท โจทก์จึงถอนการยึดทรัพย์จำนองของนายสมานหลังจากนั้นจำเลยทั้งสองและนายสมานมิได้ชำระหนี้ให้โจทก์ คิดถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสองและนายสมานค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 10,378,601.58 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยทั้งสองทางไปรษณีย์ตอบรับ 4 ครั้ง แต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน และโจทก์ทวงถามโดยประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันอีก 2 ครั้ง แต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้โจทก์ คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวและสมควรพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสองเด็ดขาดหรือไม่ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์ยอมถอนจำนองให้นายสมานเพราะแม้นายสมานเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยทั้งสอง แต่นายสมานผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์อย่างสม่ำเสมอ รวมเป็นเงิน 7,200,000 บาท เป็นการบรรเทาความเสียหายให้แก่โจทก์ในระดับที่ผู้ค้ำประกันควรจะรับผิดแล้วนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองและนายสมานต่างเป็นลูกหนี้โจทก์ร่วมกันโจทก์มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่จำเลยทั้งสองกับนายสมานก็ยังคงต้องผูกพันอยู่จนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 ดังนั้น การที่โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และของนายสมานแต่ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 เพียงรายเดียว และรับชำระหนี้จากนายสมาน 7,200,000 บาท แล้วปลดจำนองนายสมานนั้นจึงเป็นการใช้สิทธิของโจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าวที่โจทก์สามารถกระทำได้โดยชอบ ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองมีทรัพย์สินพอชำระหนี้โจทก์จนครบหรือไม่ และมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาให้ผู้ใดล้มละลายเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลเฉพาะบุคคลนั้น ๆ จะนำเหตุที่โจทก์ไม่ฟ้องนายสมานให้ล้มละลายทั้งที่นายสมานเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยทั้งสองมาเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์ย่อมไม่ได้ คดีนี้โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นลูกหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 บาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 9 โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดแล้วยังมีหนี้ค้างชำระอยู่อีก10,378,601.58 บาท โจทก์ทวงถามโดยส่งหนังสือทวงถามทางไปรษณีย์ตอบรับและ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3778/2542 · ทนอย Thanoy