คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 3782/2542
หลักกฎหมาย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ให้ออกจากที่พักเพื่อไปพูดคุยกับจำเลยในเรื่องเกี่ยวกับการทำงาน โจทก์หลงเชื่อจึงไปกับจำเลย แต่จำเลยกลับขับรถยนต์พาโจทก์ไป และทำอนาจาร โจทก์ไม่ยินยอมและพยายามจะหนีลงจากรถยนต์ แต่จำเลยใช้มือดึง หน่วงเหนี่ยว กักขังโจทก์ไว้ในรถยนต์ โดยใช้กำลังประทุษร้ายพร้อมทั้งข่มขู่ว่า หากไม่ยินยอมเข้าโรงแรมจะฆ่าให้ตาย โจทก์พยายามขัดขืนจนได้รับบาดเจ็บและขอร้องให้จำเลยหยุดทำร้ายและร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วย จนกระทั่งเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุและจับกุมตัวจำเลยไป และพาโจทก์ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล และโรงพยาบาลเดชารวมนานประมาณ ๑๐ วัน ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหากระทำอนาจารผู้อื่น จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุก ๑ ปี ๓ เดือนการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายให้โจทก์อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายบาดเจ็บ ทั้งเป็นการหน่วงเหนี่ยวให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท และทำให้โจทก์ถูกดูหมิ่นเกลียดชังจากเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา ทำให้โจทก์ไม่เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ทำให้ลูกศิษย์เสื่อมศรัทธาและไม่เคารพนับถือเหมือนก่อน ทำให้วงศ์ตระกูลโจทก์เสียหาย ทำให้คนรักของโจทก์เกิดระหองระแหงรังเกียจ และทำให้โจทก์เสียสุขภาพจิต เนื่องจากความเครียดอันเป็นความเสียหายทางจิตใจต่อการมีครอบครัวในอนาคตโจทก์ขอคิดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดต่อโจทก์ การที่จำเลยให้การรับสารภาพในคดีอาญา เนื่องจากพนักงานอัยการแนะนำว่า หากจำเลยรับสารภาพ ศาลจะรอลงอาญาไว้ ทำให้จำเลยหลงเชื่อโดยสุจริต โดยไม่ได้แต่งทนายความและไม่มีโอกาสชี้แจงถึงมูลเหตุของคดีเพื่อให้ศาลประกอบการวินิจฉัย ค่าเสียหายของโจทก์ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยถูกพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องต่อศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ ๖๔๑๓/๒๕๓๘ในข้อหาอนาจาร ทำร้ายร่างกายและเสรีภาพซึ่งโจทก์คดีนี้เป็นผู้เสียหาย และได้ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการด้วยในคดีส่วนอาญานี้คดีได้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา โดยศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘, ๒๙๕, ๓๑๐ วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุกแต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ การกระทำของจำเลยในคดีส่วนอาญาดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยถูกโจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ ฉะนั้นคดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาคดีหมายเลขดำที่ ๖๔๑๓/๒๕๓๘ คดีหมายเลขแดงที่ ๖๖๖๗/๒๕๓๘ ของศาลอาญา ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุด การพิพากษาคดีนี้จำต้องถือตามว่า จำเลยได้กระทำอนาจารโจทก์ด้วยการจับแขนทั้งสองข้างของโจทก์ดึงเข้ามาเพื่อกอดจูบโดยโจทก์อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และใช้กำลังประทุษร้ายบีบคอโจทก์ ให้ยอมให้จำเลยกระทำอนาจารโจทก์ จนโจทก์มีเลือดออกจมูก และได้รับบาดเจ็บตามร่างกายหลายแห่งเป็นอันตรายแก่กาย และจำเลยได้หน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์โดยจำเลยใช้มือทั้งสองข้างดึงตัวและดึงผมของโจทก์ไว้ไม่ให้ลงจากรถยนต์ ทำให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกายจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘, ๒๙๕, ๓๑๐ วรรคแรกเมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวนั้นจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ ด้วย เหตุผลต่าง ๆ ที่จำเลยกล่าวอ้างขึ้นมาในฎีกาเพื่อเป็นข้อแก้ตัวว่า จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จำเลยมิได้หลอกลวงโจทก์ให้ขึ้นรถยนต์ไปกับจำเลยโจทก์สมัครใจไปเอง หรือในชั้นสอบสวนทางวินัยจำเลย โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันต่อคณะกรรมการถึงเรื่องการหลอกลวงหรือเหตุผลอื่น ๆ ที่จำเลยหยิบยกขึ้นมาฎีกาล้วนมาจากการนำสืบในคดีแพ่งจึงฟังไม่ขึ้นเพราะกรณีของจำเลยนี้จำเลยเป็นผู้กระทำผิดในคดีส่วนอา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง