ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 3782/2552

หลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 บัญญัติว่า ทรัพย์สินดังต่อไปนี้ ท่านให้ยกเว้นจากบทบัญญัติแห่งภาคนี้ (3) ทรัพย์สินของโรงพยาบาลสาธารณะและโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และใช้เฉพาะในการรักษาพยาบาลและในการศึกษา โรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินจึงต้องประกอบด้วยลักษณะสามประการ กล่าวคือประการแรก เป็นโรงเรียนสาธารณะ ประการที่สอง จะต้องกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และประการที่สาม จะต้องใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้น ตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 มาตรา 61 แสดงให้เห็นว่า การกระทำกิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอย่างเช่นมหาวิทยาลัยโจทก์เป็นกิจการที่หาผลกำไรได้ กิจการมหาวิทยาลัยโจทก์เป็นกิจการที่กระทำเพื่อหวังผลกำไรโดยแท้ และเมื่อผู้รับใบอนุญาตสามารถได้รับการจัดสรรผลกำไรได้ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 มาตรา 61 วรรคสอง บัญญัติไว้ จึงเป็นกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล เมื่อโจทก์กระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลแล้ว การที่ผู้รับใบอนุญาตที่จะได้รับปันผลเงินคืนจะมีวัตถุประสงค์แสวงหากำไรหรือไม่ เป็นคนละกรณีกันกับโจทก์ ดังนั้น ทรัพย์สินของโจทก์จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (3)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 และวันที่ 3 เมษายน 2545 โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้ส่งใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 หรือ ภ.ร.ด.8 ประจำปีภาษี 2535 ถึง 2545 ไปยังโจทก์ผู้รับประเมิน โดยให้โจทก์นำเงินไปชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ถัดจากวันที่ได้รับใบแจ้งรายการ โจทก์เห็นว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น วันที่ 8 มีนาคม 2545 และวันที่ 18 เมษายน 2545 โจทก์จึงได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 25 และมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 (ภ.ร.ด.9) ประจำปีภาษี 2535 ถึง 2544 และ 2545 ตามลำดับใหม่ เนื่องจากโจทก์ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามใบแจ้งรายการประเมินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 4 มีใบแจ้งคำชี้ขาดตาม มาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ลงวันที่ 3 มกราคม 2546 แจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษีเป็นจำนวนเงินเช่นเดียวกับที่ได้ประเมินภาษีตามใบแจ้งรายการประเมิน การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 กล่าวคือ โจทก์เป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับการก่อตั้งและดำเนินการบริหารงานโดยองค์กรศาสนาคริสต์ที่มีนักบวชของมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยเป็นผู้บริหารโดยสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันบริหาร การบริหารสถาบันของโจทก์นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองความต้องการของชาติในด้านการศึกษาชั้นสูงระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชา คณะวิชาต่าง ๆ โดยให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษาของชาติและตลาดแรงงาน โดยมิได้แสวงผลทางหากำไร ประกอบกับการที่โจทก์ดำเนินการบริหารสถาบันการศึกษาดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่ถือได้ว่าเป็นโรงเรียนสาธารณะ ตึกที่ใช้ประโยชน์เป็นสถานศึกษาจึงอยู่ในข่ายได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (3) การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินในประเภททรัพย์สินตึกใช้ประโยชน์เป็นสถานศึกษาเอกชนของจำเลยทั้งห้าก็ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเหตุผล จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินไม่ถูกต้อง พื้นที่ประเมินไม่ถูกต้อง ทรัพย์สินที่เป็นตึกใช้ประโยชน์เป็นสถานศึกษาเอกชน ประเมินกำหนดค่ารายปีไม่ถูกต้อง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 ถึง 2544 ตาม ภ.ร.ด.8 เล่มที่ 41 เลขที่ 5, เล่มที่ 43 เลขที่ 5, เล่มที่ 44 เลขที่ 5, เล่มที่ 119, เลขที่ 6, เล่มที่ 119 เลขที่ 7, เล่มที่ 119 เลขที่ 11, เล่มที่ 80 เลขที่ 11, เล่มที่ 79 เลขที่ 20, เล่มที่ 76 เลขที่ 2, เล่มที่ 45 เลขที่ 10 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 และประจำปีภาษี 2545 ตาม ภ.ร.ด.8 เล่มที่ 25 เลขที่ 10 ลงวันที่ 3 เมษายน 2545 พร้อมทั้งใบแจ้งคำชี้ขาด ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เล่มที่ 21 เลขที่ 83 และเลขที่ 84 ลงวันที่ 3 มกราคม 2546 อีกทั้งให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันคือเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 7,674,645 บาท และ 1,002,825 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2545 และวันที่ 26 เมษายน 2545 ตามลำดับ อันเป็นวันที่จำเลยทั้งห้าได้รับเงินจากโจทก์จนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยทั้งห้าให้การว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่เพียงสองประเด็น ประเด็นแรกทรัพย์สินของโจทก์ทั้งหมดได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ประเด็นที่สอง การประเมินภาษีโจทก์ย้อนหลังสิบปีเป็นการมิชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิหยิบยกประเด็นที่กล่าวอ้างในฟ้องดังกล่าวมายื่นฟ้องต่อศาลได้ และตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้แสดงให้แจ้งชัดว่าหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมิน พื้นที่ประเมิน ตลอดจนการกำหนดค่ารายปีไม่ถูกต้องอย่างใด และที่ถูกต้องตามที่โจทก์พอใจเป็นอย่างใด จำเลยทั้งห้าไม่สามารถเข้าใจคำฟ้องและไม่อาจต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม ปลายปี 2542 จำเลยที่ 1 ตรวจสอบพบว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโรงเรือนซึ่งเป็นตึกและตึกแถว ใช้ประโยชน์ตึกและตึกแถวดังกล่าวประกอบกิจการของโจทก์หารายได้มาก่อนปี 2535 แต่ไม่ยื่นแบบและแจ้งรายการเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ให้ถูกต้อง จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน โจทก์โต้แย้งว่ากิจการของโจทก์อยู่ในความหมายของคำว่า "โรงเรียนสาธารณะซึ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3782/2552 · ทนอย Thanoy