คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 3787/2543
หลักกฎหมาย
การขนส่งภายใต้เงื่อนไข F.I.O.T. ซึ่งหมายความว่าสินค้าจะทำการขนถ่ายโดยผู้ส่งและผู้รับสินค้าเท่านั้น กล่าวคือ ณ ท่าเรือต้นทางผู้ส่งสินค้าจะต้องรับผิดชอบในการขนสินค้าลงเรือ และท่าเรือปลายทางผู้รับตราส่งจะต้องดำเนินการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือเอง จำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขนถ่ายสินค้า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าปุ๋ยที่เสียหายและสูญหายมิได้เกิดขึ้น ระหว่างการขนส่งทางทะเลของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบธุรกิจประกันภัยและมีสาขาในประเทศไทย จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันประกอบธุรกิจรับจ้างขนส่งสินค้าทางทะเลเป็นทางการค้าปกติ โดยจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของเรือเดินทะเลชื่อ "ฮาลวาร์ด" โจทก์รับประกันภัยสินค้าปุ๋ยยูเรีย(GRANULAR UREA FERTILIZER) จำนวน 12,000 เมตริกตัน ซึ่งบริษัทเจียไต๋จำกัด ผู้เอาประกันภัยได้สั่งซื้อจากผู้ขายที่ประเทศซาอุดีอาระเบียในวงเงิน54,624,240 บาท จำเลยทั้งสามขนส่งสินค้าดังกล่าวจากท่าเรือประเทศซาอุดีอาระเบียมายังประเทศไทยโดยเรือฮาลวาร์ด เพื่อส่งมอบให้แก่บริษัทเจียไต๋ จำกัด เมื่อสินค้าปุ๋ยยูเรียบรรทุกลงเรือและนายเรือเห็นว่าสินค้าถูกต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อยครบจำนวน จำเลยที่ 3 โดยนายเรือฮาลวาร์ดได้ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ส่ง หลังจากผู้ขายได้รับชำระค่าสินค้าแล้ว ผู้ขายได้โอนใบตราส่ง(BILL OF LADING) ใบกำกับสินค้า (INVOICE) ใบรายการบรรจุหีบห่อ (PACKING LIST) ให้แก่บริษัทเจียไต๋ จำกัด เรือฮาลวาร์ดเดินทางมาถึงท่าเรือเกาะสีชังจังหวัดชลบุรีวันที่ 1 กันยายน 2537 และขนถ่ายสินค้าปุ๋ยจากเรือฮาลวาร์ดลงเรือลำเลียงส่งมอบให้แก่บริษัทเจียไต๋ จำกัด เสร็จเรียบร้อยแล้วปรากฏว่าสินค้าปุ๋ยเสียหายและสูญหายคิดเป็นเงิน 215,311 บาท บริษัทเจียไต๋จำกัด เรียกร้องค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่จำเลยที่ 1และที่ 2 ไม่ชำระ บริษัทเจียไต๋ จำกัด จึงเรียกร้องเอาแก่โจทก์ตามสัญญาประกันภัยโจทก์พิจารณาแล้วเห็นว่าสินค้าได้รับความเสียหายจริง จึงชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัทเจียไต๋ จำกัด เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2537 เป็นเงิน 215,311 บาท และรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสาม แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 215,311 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ขนส่งหรือร่วมทำการขนส่งกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 3 ในการประกอบพิธีการเรือ เช่น การติดต่อนำร่อง การติดต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าพิพาท เหตุที่มีชื่อจำเลยที่ 2ในใบตราส่งเนื่องจากนายเรือจำเลยที่ 3 พิมพ์ผิดผู้ส่งสินค้าได้เช่าเรือของจำเลยที่ 3 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมาย 5 ซึ่งตามใบตราส่งมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า "ข้อสัญญาต่าง ๆ ทั้งหมดตามสัญญาเช่าเรือฉบับลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2537 ให้ถูกรวมเข้าไว้กับใบตราส่งนี้ด้วย (ALL terms as per C/P DD. 18/7/94INCORPORATED IN B/L) ประกอบกับใต้คำว่า ใบตราส่งได้ระบุว่าจะต้องใช้คู่กับสัญญาเช่าเรือ (TO be used with charterparties) กรณีจึงต้องถือว่าข้อสัญญาในเอกสารเช่าเรือทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของใบตราส่งและผูกพันผู้รับตราส่งตามพระราชบัญญัติการขนส่งของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 5 และ มาตรา 26 ซึ่งตามสัญญาเช่าเรือได้กำหนดอัตราค่าระวางภายใต้เงื่อนไข F.I.O.T. (Free in and out trimed) ซึ่งผู้ส่งสินค้าที่ต้นทางจะต้องเป็นผู้นำสินค้ามาลงเรือและเกลี่ยสินค้าในระวางเอง เมื่อสินค้ามาถึงปลายทางประเทศไทยผู้รับตราส่งจะต้องเป็นผู้ขนถ่ายสินค้าออกจากเรือเอง โดยผู้ขนส่งไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือปริมาณหรือจำนวนหรือน้ำหนักของสินค้าที่ถูกนำมาลงเรือหรือขนถ่ายออกจากเรือแต่อย่างใด ส่วนปริมาณสินค้าที่ลงไว้ในใบตราส่งก็เป็นการจดแจ้งตามจำนวนที่ผู้ส่งแจ้งให้ทราบเท่านั้น ซึ่งผู้ขนส่งไม่ได้รับรองความถูกต้อง และได้ระบุไว้เป็นข้อสงวนในใบตราส่งแล้วว่า "น้ำหนัก ขนาดคุณภาพ จำนวน สภาพสิ่งที่บรรจุและมูลค่าไม่รับทราบ"( Weight, Measure, Quality, Condition, Contents and Value unknown) เมื่อสินค้าเดินทางมาถึงประเทศไทยได้มีการสำรวจสินค้าในขณะเปิดระวางเรือ พบว่าสินค้ามีสภาพปกติ ไม่มีร่องรอยของการถูกลักขโมยหรือสูญหายและสินค้าได้ถูกขนถ่ายขึ้นจากระวางเรือทั้งหมดตามจำนวนจริงที่บรรทุกมา สินค้าจึงมิได้สูญหายไปในระหว่างการขนส่งของเรือฮาลวาร์ด สินค้าที่เปียกน้ำมีเพียง 31 ถุง คิดเป็นน้ำหนัก 1.550เมตริกตันเป็นเงิน 7,052 บาท ส่วนการปนเปื้อนหรือสกปรกของสินค้า มิได้เกิดขึ้นในระหว่างการขนส่ง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องความเสียหายเกินกว่า 7,052บาท ฟ้องโจทก์เรื่องค่าเสียหายเคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายว่าจำนวนสินค้าที่เสียหายและสูญหายมีเท่าไร ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 215,311 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 13,142.76 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง