คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 3788/2552
หลักกฎหมาย
การที่โจทก์ฟ้องว่าสามีโจทก์นำสินสมรสออกให้จำเลยที่ 1 กู้ และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เงินกู้แทนสามีโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์เป็นการกล่าวหาว่าสามีโจทก์จัดการสินสมรสโดยฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1476 (เดิม) และมาตรา 1476 (5) ใหม่ โจทก์ในฐานะคู่สมรสฝ่ายที่ได้รับความเสียหายมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้กู้เงินและการสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ดังกล่าวได้ตามมาตรา 1480 ที่บัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ไว้ ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะอยู่แล้ว จะนำบทบัญญัติกรณีเจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์สินติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนตามมาตรา 1336 และบทบัญญัติเรื่องกรรมสิทธิ์รวมตามมาตรา 1357 ถึง 1366 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ไม่ได้ แม้ปรากฏว่าสามีโจทก์ให้จำเลยที่ 1 กู้เงินในปี 2528 อันเป็นเวลาก่อนที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. (ฉบับที่ 10)ฯ ใช้บังคับ และแม้โจทก์จะมาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2539 ซึ่งเป็นเวลาที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่ พ.ร.บ. ดังกล่าว มาตรา 63 ให้ใช้กฎหมายก่อนการแก้ไขบังคับซึ่งการเพิกถอนการให้กู้เงินกรณีเช่นนี้ มาตรา 1480 วรรคสาม (เดิม) บัญญัติให้นำความมาตรา 240 มาใช้บังคับโอยอนุโลม อันหมายความว่า โจทก์ต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่รู้เหตุให้เพิกถอนหรือสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรมดังกล่าว ดังนั้น ฟ้องโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการกู้เงินระหว่างสามีโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันทำนิติกรรม ส่วนกรณีที่สามีโจทก์ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนสามีโจทก์นั้น ระยะเวลาการเพิกถอนนิติกรรมตามกฎหมายทั้งสองฉบับคงเหมือนเดิม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวอย่างช้าภายในเดือนธันวาคม 2537 ซึ่งเกินกำหนด 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความทั้งสองกรณี
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประสาน โจทก์ได้รับแต่งตั้งจากศาลชั้นต้นให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายประสานเมื่อปี 2528 นายประสานนำเงินอันเป็นสินสมรสไปให้จำเลยที่ 1 กู้ยืม จำนวน 4,500,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม เมื่อนายประสานถึงแก่ความตาย โจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว ขอให้บังคับจำลเยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,654,687 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,500,000 บท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เงินที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมจากนายประสานเป็นเงินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่สินสมรสหรือทรัพย์มรดกของนายประสาน คำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรม จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สามารถบังคับจำเลยทั้งสามได้ คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต แอบไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทั้งยังเบียดบังยักย้ายทรัพย์มรดกซึ่งต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดก จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีนิติสัมพันธ์ที่จะต้องชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์และไม่ต้องชำระดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยที่ 1 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.88/2543 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 1,250,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายประสาน โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2518 ตามสำเนาใบสำคัญการสมรส จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายประสานซึ่งเกิดจากนางสายแก้ว ภริยาคนก่อนที่จดทะเบียนหย่าร้างกันไปแล้ว นายประสานถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2535 ตามสำเนามรณบัตร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประสานเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2535 ตามสำเนาคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ 15066/2535 ของศาลชั้นต้น ระหว่างที่นายประสานมีชีวิตเมื่อประมาณปี 2528 นายประสานได้ให้จำเลยที่ 1 กู้เงินจำนวน 4,500,000 บาท ตามสำเนาคำเบิกความของนายณรงค์ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2537 ในคดีหมายเลขดำที่ 9163/2536 ของศาลชั้นต้น การชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คมอบให้แก่นายประสานไว้และเมื่อเช็คถึงกำหนดก็มีการเปลี่ยนเช็คฉบับใหม่ไว้เป็นเช่นนี้หลายครั้ง ต่อมานายประสานจึงให้จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับเช็คจำนวนเงิน 2,000,000 บาท จำเลยที่ 3 ได้รับเช็คจำนวน 2,500,000 บาท วันที่ 17 เมษายน 2535 นายประสานถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 600,000 บาท จำเลยที่ 3 จำนวน 550,000 บาท ทั้งสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาบรรทัดทอง รวม 2 ฉบับ ลงวันที่ 25 กุมพาพันธ์ 2539 และวันที่ 17 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 400,000 บาท และ 1,000,000 บาท ตามลำดับ ให้แก่จำเลยที่ 2 กับสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาบรรทัดทอง จำนวน 3 ฉบับ ลงวันที่ 31 มีนาคม 2539 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2539 และวันที่ 15 มิถุนายน 2539 จำนวนเงิน 450,000 บาท 1,000,000 บาท และ 500,000 บาท ตามลำดับ ให้แก่จำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 25001/2540 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีถึงที่สุดแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลเยที่ 1 เพื่อบังคับคดี จำเลยที่ 1 ตกลงชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยชำระเงินสดบางส่วนพร้อมกับสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้บางส่วน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 หรือมาตรา 1480 เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 บัญญัติ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง