คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2529
ฎีกาที่ 3792/2529
หลักกฎหมาย
คำฟ้องของโจทก์บรรยายถึงสถานที่เกิดการกระทำความผิดในข้อหาฉ้อโกงโดยระบุชื่อแขวงและเขตหลายแห่งในกรุงเทพมหานครรวมกันมาและระบุด้วยว่าเกี่ยวพันกันนั้นสถานที่ที่จำเลยได้กล่าวหลอกลวงผู้เสียหายย่อมหมายถึงสถานที่ทำงานของผู้เสียหายซึ่งมีที่อยู่ตามแขวงและเขตในกรุงเทพมหานครจำเลยมิได้หลงต่อสู้แต่ประการใดฟ้องโจทก์ที่บรรยายเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุมาเพียงพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดีจึงเป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา158(5)แล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาฉ้อโกงโดยอาศัยเหตุว่าฟ้องเคลือบคลุมโจทก์อุทธรณ์ว่าได้บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนชอบแล้วจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายเมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวและข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงในความผิดฐานฉ้อโกงไปเสียเองได้ จำเลยวางแผนหรือสร้างเหตุการณ์ต่างๆขึ้นเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโดยนำเช็คส่วนตัวของจำเลยมาแลกเงินสดจากผู้เสียหายก่อนต่อมานำเช็คที่บุคคลอื่นลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมาขอแลกโดยหลอกลวงว่าผู้สั่งจ่ายมีฐานะดีในตอนแรกๆจำนวนเงินตามเช็คไม่สูงนักและเรียกเก็บเงินได้หมดเนื่องจากจำเลยออกเงินให้บุคคลเหล่านั้นไปเปิดบัญชีไว้ตามธนาคารต่างๆและให้เจ้าของบัญชีลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คมอบแก่จำเลยไว้จำเลยนำเช็คเหล่านี้มากรอกข้อความแล้วนำไปขอแลกเงินจากผู้เสียหายเมื่อเช็คถึงกำหนดสั่งจ่ายจำเลยก็นำเงินของตนไปเข้าบัญชีของบุคคลดังกล่าวเพื่อให้เช็คเรียกเก็บเงินได้การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยการหลอกลวงดังกล่าวผู้เสียหายหลงเชื่อและได้มอบเงินแก่จำเลยไปการกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงแล้ว เช็คที่โจทก์นำมาฟ้องมีจำนวนมากถึง38ฉบับและโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าเช็คแต่ละฉบับนั้นเป็นของธนาคารใดพร้อมกับระบุสาขาของธนาคารอันถือว่าเป็นสถานที่เกิดเหตุที่ธนาคารแห่งนั้นปฏิเสธการจ่ายเงินไว้ด้วยแล้วหาจำเป็นที่จะต้องระบุแขวงและเขตอีกไม่เพราะการที่โจทก์นำเอาชื่อแขวงและเขตที่เกิดการกระทำผิดไปรวมไว้ในตอนท้ายเพื่อบอกสถานที่เกิดเหตุย่อมเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจได้ดีแล้วและจำเลยก็ไม่ได้หลงต่อสู้คดีแต่ประการใดฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คจึงไม่เคลือบคลุม แม้จำเลยจะมิได้เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คแต่จำเลยเป็นผู้จัดการออกเงินให้เจ้าของบัญชีนำไปขอเปิดบัญชีตามธนาคารต่างๆและสั่งให้เจ้าของบัญชีลงลายมือชื่อในเช็คมอบแก่จำเลยไว้จำเลยจะกรอกรายการในเช็คแล้วนำไปแลกเงินสดจากผู้เสียหายจำเลยจึงเป็นตัวการในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2497มาตรา3ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา83ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2497มาตรา3นั้นหาจำเป็นต้องกระทำโดยบุคคลคนเดียวไม่บุคคลหลายคนอาจสมคบร่วมกันกระทำผิดได้ โจทก์ร่วมฝากเช็คอันสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือให้ก.ไปช่วยเรียกเก็บเงินการที่ก.นำเช็คนั้นไปเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินจึงเป็นการทำแทนโจทก์ร่วมเพราะโจทก์ร่วมมิได้มีเจตนาที่จะโอนเช็คไปยังก.แต่ประการใดโจทก์ร่วมจึงยังเป็นผู้ทรงอยู่ดังนี้เมื่อเช็คฉบับดังกล่าวถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา123บัญญัติไว้ใจความว่าคำร้องทุกข์นั้นต้องปรากฏชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องทุกข์ลักษณะแห่งความผิดพฤติการณ์ต่างๆที่ความผิดนั้นได้กระทำลงความเสียหายที่ได้รับและชื่อหรือรูปพรรณของผู้กระทำผิดเท่าที่จะบอกได้ดังนี้เมื่อผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่1กับพวกได้กระทำผิดต่อโจทก์ร่วม(ผู้เสียหาย)เมื่อปรากฏต่อมาว่าพวกของจำเลยที่1มีจำเลยที่2ร่วมอยู่ด้วยก็ถือว่าได้มีการร้องทุกข์สำหรับจำเลยที่2แล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่2ได้.
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 83ป.อ. 341ป.พ.พ. 797ป.พ.พ. 918ป.วิ.อ. 2ป.วิ.อ. 123ป.วิ.อ. 158ป.วิ.อ. 208พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 3
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาพิพากษา โดยผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมทั้งสองสำนวน โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจำเลยที่ 1 นำเช็คจำนวน 38 ฉบับมาแลกเงินสดจากผู้เสียหายเป็นเช็คที่บุคคลอื่นลงลายมือชื่อสั่งจ่าย 37 ฉบับ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งจ่าย 1 ฉบับ อ้างว่าผู้สั่งจ่ายเป็นพ่อค้ามีหลักฐานมั่นคง ความจริงแล้วบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นหลักฐาน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน และจำเลยที่ 1 กับบุคคลเหล่านั้นร่วมกันออกเช็คทั้ง 38 ฉบับโดยเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ผู้เสียหายหลงเชื่อคำหลอกลวงจึงยอมรับแลกเช็คและจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 ไปเมื่อเช็คถึงกำหนด ผู้เสียหายนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญขีของผู้สั่งจ่ายไม่พอจ่าย เหตุเกิดที่แขวงพระโขนง เขตพระโขนง แขวงจักรวรรดิ์ แขวงสัมพันธวงศ์ แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ แขวงเทพศิรินทร์เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย แขวงสีลม เขตบางรัก แขวงรองเมือง เขวงลุมพินี เขตปทุมวันแขวงสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เกี่ยวกันกัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญํติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คำฟ้องในข้อหาฉ้อโกงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 รวมความผิด 38 กรรม วางโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 38 ปี แต่เป็นกรณีที่ตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(1) จึงให้จำคุกไว้ 10 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 เป็นความผิดกรรมเดียว จำคุก 1 ปียกข้อหาฉ้อโกง โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ด้วย ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งเป็นบทหนัก จำเลยที่ 1ทำผิดรวม 38 กรรม วางโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 38 ปี ความผิดฐานฉ้อโกงมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี บังคับตามมาตรา 91(1) จึงให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 นำเช็คจำนวนมากซึ่งลงวันสั่งจ่ายล่วงหน้าไปแลกเงินสดจากโจทก์ร่วม เช็คดังกล่าวมีทั้งเช็คที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายเองและที่บุคคลอื่นเป็นผู้สั่งจ่ายก็มี ในระยะแรก ๆ ก็เรียกเก็บเงินตามเช็คดังกล่าวได้โดยตลอด ต่อมามีเช็คที่บุคคลอื่นเป็นผู้สั่งจ่ายจำนวน 38 ฉบับที่จำเลยที่ 1นำไปขอแลกเงินสดจากโจทก์ร่วมเรียกเก็บเงินไม่ได้โดยธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอ้างว่าบัญชีปิดแล้วบ้างเงินในบัญชีไม่พอจ่ายบ้าง ซึ่งโจทก์นำมาฟ้องคดีนี้และในบรรดาเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินนี้มีเช็คที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งจ่ายหนึ่งฉบับรวมอยู่ด้วย ข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์ในข้อหาฉ้อโกงกล่าวถึงสถานที่เกิดเหตุรวม ๆ กันมา ทำให้ไม่เข้าใจว่าเหตุฉ้อโกงข้อใดเกิดที่เขตและแขวงใดตามที่ระบุในฟ้องแม้จะอ้างว่าเกี่ยวพันกันแต่ก็ไม่รถบุว่าเกี่ยวพันกันอย่างไร จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุซึ่งเกิดการกระทำผิดฐานฉ้อโกงพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ว่า จำเลยที่ 1 โดยทุจริตได้บังอาจหลอกลวงโจทก์ร่วม (ผู้เสียหาย)โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่าบรรดาเจ้าของเช็คที่นำมาขอแลกเงินสดนี้เป็นพ่อค้าที่มีหลักฐานการค้ามั่นคงซึ่งไม่เป็นความจริงสำหรับสถานที่ที่จำเลยที่ 1 ได้กล่าวหลอกลวงโจทก์ร่วม (ผู้เสียหาย) และโจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบเช็คเงินสดของโจทก์ร่วมให้แก่จำเลยที่ 1 ก็หมายถึงสถานที่ทำงานของโจทก์ร่วม ซึ่งมีที่อยู่ตามแขวงและเขตในกรุงเทพมหานคร จำเลยมิได้หลงต่อสู้แต่ประการใด ฟ้องโจทก์ที่บรรยายเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุมาเพียงพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดีจึงเป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แล้ว ข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 แล้ว คดีย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง