คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564
ฎีกาที่ 3800/2564
หลักกฎหมาย
คำให้การและคำเบิกความของจำเลยที่ 2 แม้จะปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าใบรับรองแพทย์ที่ซื้อมาจากจำเลยที่ 3 เป็นเอกสารปลอม แต่จำเลยที่ 2 ก็รับว่าไม่ได้พาคนต่างด้าวไปตรวจสุขภาพจริง เท่ากับยอมรับว่าซื้อใบรับรองแพทย์ดังกล่าวมาโดยไม่ถูกต้อง จึงไม่ได้เป็นการปัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 3 แต่เพียงลำพัง หากเป็นการให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสั่งซื้อใบรับรองแพทย์ปลอมของกลาง ทั้งจำเลยที่ 2 ได้ให้การถึงเรื่องดังกล่าวทันทีในวันที่เจ้าพนักงานตำรวจเชิญตัวไปสถานีตำรวจ จึงถือเป็นพยานซัดทอดที่มีเหตุผลอันหนักแน่น มีน้ำหนักรับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ป.อ. มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันจะเป็นความผิดหลายกรรมไม่ได้ เมื่อตามฟ้องโจทก์บรรยายไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน และมีคำขอตาม ป.อ. มาตรา 91 แม้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ใบรับรองแพทย์ปลอมทั้ง 16 ฉบับ ยื่นแสดงต่อนาย ส. ในคราวเดียวและวันเดียวกัน แต่โดยสภาพการกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวย่อมมีผลถึงคนต่างด้าวแต่ละรายแยกต่างหากจากกัน อันเป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาในการกระทำความผิดให้เกิดผลแตกต่างแยกต่างหากจากกันแล้ว จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 16 กระทง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 91, 264, 265, 268 และริบใบรับรองแพทย์ของกลาง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 จำคุกคนละ 2 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือนรวม 16 กระทง เป็นจำคุกคนละ 96 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 64 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท ว. และบริษัท ด. นายจ้างของคนต่างด้าวกับคนต่างด้าว 16 คน ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งชาติอื่นแทนคนต่างด้าวดังกล่าว พร้อมยื่นเอกสารและหลักฐานประกอบ ซึ่งมีใบรับรองแพทย์ปลอม 16 ฉบับ ของกลาง รวมอยู่ด้วย ต่อนายสุเมธ นักวิชาการแรงงาน ประจำสำนักงานจัดหางานจังหวัดปทุมธานี เพื่อขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอาชีพรับจ้างจดทะเบียนใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว โดยจำเลยที่ 2 เป็นญาติกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซื้อใบรับรองแพทย์ปลอมของกลางนำไปมอบให้จำเลยที่ 1 เพื่อใช้ประกอบการยื่นคำร้องคำขอเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมรวม 16 กระทง โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา คดีในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ สำหรับปัญหานี้เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ก่อน โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพเป็นพยาบาลของบริษัทโรงพยาบาล บ. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับงานจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว จำเลยที่ 1 เพียงแต่ช่วยงานจำเลยที่ 2 เฉพาะเวลาที่มีงานเร่งด่วน โดยได้รับสินน้ำใจตอบแทนจากการช่วยงานในฐานะญาติเท่านั้น เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนจัดตั้งและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท อ. ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการให้บริการรับทำหนังสือเดินทาง รับทำวีซ่ารับทำใบอนุญาตทำงานทั้งคนไทยต่างชาติ และรับรายงานตัวคนต่างด้าว โดยจำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของบริษัท บริษัท ว. และบริษัท ด. ว่าจ้างบริษัทดังกล่าวดำเนินการขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานของลูกจ้างซึ่งเป็นคนต่างด้าวในคดีนี้ โดยข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้พิมพ์ข้อความในแบบคำขอเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว ทั้งเป็นผู้จัดเตรียมและตรวจสอบเอกสารประกอบซึ่งรวมถึงใบรับรองแพทย์ปลอมของกลาง ที่บ้านของจำเลยที่ 2 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการยื่นคำขอดังกล่าวด้วยตนเอง แสดงให้เห็นว่านอกจากอาชีพพยาบาลแล้ว จำเลยที่ 1 ยังประกอบกิจการรับจ้างจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวร่วมกับจำเลยที่ 2 ในนามบริษัทด้วย มิใช่เพียงช่วยงานในฐานะญาติดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกา และจำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 เนื่องจากไม่ทราบว่าใบรับรองแพทย์ที่จำเลยที่ 2 นำมามอบให้เป็นเอกสารปลอมนั้น ได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า รัฐบาลประกาศให้นายจ้างเร่งดำเนินการจดทะเบียนต่ออายุใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 31 มีนาคม 2561 ขณะเกิดเหตุจึงมีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมาก ทำให้การไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลต้องรอคิวเป็นเวลานานจนไม่สามารถจดทะเบียนได้ทัน ทำให้จำเลยที่ 2 ตัดสินใจซื้อใบรับร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง