คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534
ฎีกาที่ 3820/2534
หลักกฎหมาย
การกำหนดค่ารายปีขึ้นใหม่กับการกำหนดค่ารายปีในปีต่อ ๆ มานั้นกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ต่างกัน การกำหนดค่ารายปีขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 8 วรรคสองจะต้องเป็นกรณีที่ค่ารายปีที่เดิมกำหนดไว้ไม่ถูกต้องเท่านั้นส่วนมาตรา 18 บัญญัติให้นำค่ารายปีในปีล่วงมาแล้วเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา คดีนี้ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าค่ารายปีที่กำหนดไว้เดิมไม่ถูกต้องอย่างไร การจะเพิ่มค่ารายปีได้จึงต้องเป็นการเพิ่มตามสภาพแห่งค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอันจะมีผลให้ค่ารายปีเพิ่มขึ้นไปในตัวเอง เมื่อปรากฏว่าในปีก่อนหน้าปีพิพาทมีการเพิ่มค่ารายปีในอัตราร้อยละ 10 ของค่ารายปีในปีก่อนและในปีพิพาทก็ไม่ปรากฏว่าค่าครองชีพทั่ว ๆ ไปได้มีการเพิ่มขึ้นในลักษณะผิดปกติธรรมดา ที่มีการเพิ่มจากปีก่อน ๆ แต่อย่างใดกรณีจึงต้องเพิ่มค่ารายปีจากที่กำหนดไว้เดิมร้อยละ 10 จะกำหนดให้เพิ่มในลักษณะผิดปกติธรรมดา เช่นจะกำหนดให้เพิ่มเท่าตัวคือร้อยละ 100 ไม่ได้ เพราะจะเสมือนกับว่าเป็นการกำหนดค่ารายปีขึ้นใหม่ ที่ดินซึ่งเป็นพื้นที่ว่างมิได้ใช้ปลูกโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างและมิใช่พื้นที่บริเวณต่อเนื่องกับสนามน็อก กรณีจึงมิอาจเอาพื้นที่ดังกล่าวมารวมกับพื้นที่ของสนามน็อกบอร์ดเพื่อประเมินภาษีได้ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน มาตรา 6 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 2 เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ไปตามอำนาจหน้าที่ มิใช่ผู้ที่รับเงินภาษีโรงเรือนที่โจทก์ชำระตามคำวินิจฉัย จึงไม่มีหน้าที่คืนเงินภาษีส่วนที่เกินไป การคืนภาษีส่วนที่เกินจะต้องเสียดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อไม่คืนในกำหนด 3 เดือน เท่านั้นตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินมาตรา 39 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ได้ชำระให้แก่กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ไป
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 6พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 8พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 18พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 39
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินของจำเลยที่ 1และใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 2ร่วมกันคืนเงินค่าภาษีพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับจากวันที่โจทก์ได้ชำระแก่จำเลยที่ 1 จนกว่าจะชำระคืนแก่โจทก์ครบถ้วน จำเลยให้การว่า การประเมินค่าภาษีรายปีชอบด้วยกฎหมายทุกประเภท และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับปี 2529 และ 2530 ของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่ประเมินค่ารายปีและคำนวณภาษีสำหรับจ้างเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง และให้จำเลยที่ 1 ทำการประเมินใหม่โดยกำหนดค่ารายปีของถังเก็บน้ำมันทั้ง 93 ถัง เพื่อคำนวณให้โจทก์เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในปี2529 และ 2530 เพิ่มขึ้นจากปี 2528 ในอัตราร้อยละ 100 กับให้คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินส่วนที่เกินหลังจากการประเมินและคำนวณภาษีแล้วแก่โจทก์ทั้งสองปีคำขออื่นของโจทก์ให้ยก และให้ยกฟ้องสำหรับการประเมินเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างที่น็อกบอร์ด โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาแรกนั้นตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 มาตรา 8 วรรคสองบัญญัติว่า "ค่ารายปี" ตามภาค 1 นี้ ให้หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้น ๆ สมควรจะให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ถ้าทรัพย์สินนั้นให้เช่า ท่านว่าค่าเช่านั้นเป็นหลักคำนวณค่ารายปี แต่ถ้ามีเหตุอันบ่งให้เห็นว่า ค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรจะให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ไซร้ ท่านว่าเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจแก้หรือคำนวณค่ารายปีเสียใหม่" และในมาตรา 18 บัญญัติว่า "ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้น ท่านให้เป็นหลักในการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา" อันแสดงให้เห็นว่า การกำหนดค่ารายปีขึ้นใหม่กับการกำหนดค่ารายปีในปีต่อ ๆ มานั้น กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ต่างกัน กล่าวคือ ถ้าจะมีการกำหนดค่ารายปีขึ้นใหม่นั้นจะต้องเป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่ารายปีเดิมนั้นมิใช่จำนวนเงินอันเป็นการจะให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ เท่านั้น อันหมายถึงกรณีที่ค่ารายปีที่กำหนดเดิมนั้นเป็นการกำหนดโดยไม่ถูกต้องตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 8 ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิเสธว่าไม่ใช่เอกสารที่แสดงค่ารายปีที่ไม่ถูกต้องจึงต้องฟังว่า ค่ารายปีของโรงเรือนที่พิพาทในปีก่อน ๆ ที่จะมีกรณีพิพาทกันในคดีนี้นั้นเป็นการถูกต้อง ปรากฏว่าค่ารายปีในปี 2525 จำนวนเงิน 14,240,860 บาทปี 2526 จำนวนเงิน 14,252,984 บาท ปี 2527 จำนวน 15,713,482.40 บาทปี 2528 จำนวนเงิน 17,310,600 บาท ค่ารายปีที่ยุติในแต่ละปีตามที่กล่าวนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่า พนักงานเจ้าหน้าที่มิได้มีการกำหนดค่ารายปีขึ้นใหม่เพราะค่ารายปีในปีก่อนมิใช่จำนวนเงินอันไม่สมควรเลย คงมีการเพิ่มค่ารายปีในปีหลัง ๆ ต่อมาตามสภาพปกติธรรมดาของการเพิ่มค่าครองชีพเท่านั้น ไม่มีการกำหนดค่ารายปีใหม่สำหรับปี 2529-2530 นั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1กำหนดค่ารายปีโรงเรือนที่พิพาทเป็นจำนวนเงิน 51,931,800 บาทการกำหนดจำนวนดังกล่าวนี้มิได้เป็นไปตามความเปลี่ยนแปลงของค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นการกำหนดค่ารายปีใหม่ โดยจำเลยที่ 1มิได้นำสืบแสดงมาให้เห็นแต่ประการใดว่า ค่ารายปีเดิมนั้นเป็นการกำหนดไว้ไม่ถูกต้องอย่างไร ทั้งเมื่อพิจารณาถึงค่ารายปีในปีก่อน ๆตามที่ปรากฏในเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 8 แสดงว่า เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 เห็นตลอดมาว่าค่ารายปีที่กำหนดกันไว้ในปีก่อน ๆนั้นเป็นการถูกต้องแล้ว ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1กำหนดค่ารายปีขึ้นใหม่ในปีที่พิพาทกันโดยไม่มีเหตุผลแห่งการที่จะกำหนดใหม่ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้จึงเป็นการกำหนดโดยไม่ชอบ ทั้งเหตุที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 อ้างว่ากำหนดเช่นเดียวกับค่ารายปีของโรงเรือนที่ใช้ประโยชน์อย่างเดียวกันของบริษัทรีเวอร์บราเธอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ข้อเท็จจริงก็ไม่ได้ความว่า ที่เจ้าพนักงานกำหนดค่ารายปีของบริษัทดังกล่าวนั้นได้มีการยอมรับของเจ้าของโรงเรือนมีกำหนดว่าเป็นค่ารายปีที่ถูกต้องหรือไม่ในเมื่อค่ารายปีสำหรับโรงเรือนที่พิพาทของโจทก์ในปีก่อน ๆ นั้นมิใช่ค่ารายปีที่ไม่ถูกต้องกรณีที่จะมีการเพิ่มค่ารายปีได้ก็ต้องเป็นการเพิ่มตามสภาพแห่งค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอันจะมีผลให้ค่ารายปีเพิ่มขึ้นไปในตัวเองอันจะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 18 คือถือเอาค่ารายปีของปีก่อนหน้านั้นเป็นหลักในการคำนวณ ข้อเท็จจริงยุติว่าการเพิ่มค่ารายปีโรงเรือนที่พิพาทนั้นในกรณีที่มีการเพิ่มค่ารายปีในปีก่อนที่จะมีกรณีพิพาทนั้นมีการเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ของค่ารายปีในปีก่อนสำหรับปีที่พิพาทกันนั้นในทางนำสืบของทั้งสองฝ่ายไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้เห็นว่าค่าครองชีพทั่ว ๆ ไปได้มีการเพิ่มขึ้นในลักษณะที่ผิดปกติธรรมดาที่มีการเพิ่มมาจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง