ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2536

ฎีกาที่ 3822/2536

หลักกฎหมาย

จำเลยเลิกกิจการเพราะขาดทุนซึ่งตาม พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 56 มิได้กล่าวถึงการเลิกกิจการอันจะถือว่าสิทธิประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมถูกเพิกถอนและมิได้บัญญัติให้เรียกเก็บภาษีอากรอย่างไร เมื่อสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรที่จำเลยได้รับตามบัตรส่งเสริมถูกยกเลิกเพราะการเลิกกิจการจึงต้องบังคับตาม พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2503มาตรา 10 วรรคแรก โดยถือราคาและอัตราอากรที่เป็นอยู่ในวันที่สิทธิได้รับยกเว้นอากรของผู้ได้รับบัตรส่งเสริมสิ้นสุดลงเป็นเกณฑ์ในการคำนวณอากร

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ได้นำเครื่องจักรและเครื่องมือสำหรับผลิตยีสต์ทำขนมปังเข้ามาในราชอาณาจักร จำนวน 6 ครั้ง ในแต่ละครั้งจำเลยที่ 1ได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 กับได้สำแดงราคาสินค้าพร้อมภาษีอากรต่าง ๆโดยขอยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าต่อคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และได้รับพิจารณาอนุมัติให้ยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งขอเลิกประกอบกิจการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจึงได้ให้ยกเลิกบัตรส่งเสริมดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ถูกยกเลิกบัตรส่งเสริมนั้น จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องแจ้งขอชำระอากรขาเข้าที่ได้รับการยกเว้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ความรับผิดในอันจะต้องชำระอากรเกิดขึ้น และต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนภาษีอากรที่จะพึงต้องชำระ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติเช่นว่านั้น ให้ถือว่าของนั้นได้นำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงการเสียอากร แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ปฏิบัติเช่นว่านั้น โจทก์ที่ 1 จึงแจ้งจำนวนอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาล ตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 6 ฉบับ จำเลยทั้งสองก็ไม่ชำระ จึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้า เงินเพิ่มภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลเพิ่ม ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินภาษีอากรจำนวน 743,900.72 บาท ชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินค่าอากรขาเข้าที่ต้องชำระจำนวน 261,742.86 บาท เดือนละ 2,617.4286 บาท และชำระเงินเพิ่มภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของจำนวนภาษีการค้าที่ต้องชำระตามใบขน 5 ครั้งหลัง จำนวน 88,490.40 บาทเดือนละ 884.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระภาษีอากรให้แก่โจทก์ เนื่องจากได้รับการส่งเสริมการลงทุน แต่ภายหลังต้องหยุดกิจการเพราะประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ จำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติฝ่าฝืนเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนดจึงเป็นการยกเลิกบัตรส่งเสริมที่จำเลยได้ดำเนินการครบถ้วนแล้วจึงควรได้รับประโยชน์โดยมิต้องจ่ายภาษีอากร จำเลยไม่ได้รับแจ้งจำนวนอากรขาเข้าภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาล จึงไม่มีหน้าที่ต้องนำเงินค่าภาษีอากรทั้งหมดที่โจทก์ที่ 1 ได้แจ้งให้ทราบไปชำระต่อโจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ที่ 1และโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มจากจำเลยทั้งสองจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดโดยส่วนตัว เพราะจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรจำนวน 743,900.72 บาท ชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของต้นเงินอากรขาเข้าจำนวน 261,742.86 บาทและชำระเงินเพิ่มภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีการค้า จำนวน 88,490.40 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่สาม ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีว่า การประเมินเรียกเก็บภาษีอากรของโจทก์ตามฟ้องนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่ากรณีของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เลิกกิจการเพราะประสบภาวะขาดทุน โดยเลิกกิจการเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2527 และแจ้งให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนทราบเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2527 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้สอบสวนแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 เลิกกิจการเพราะขาดทุนจริงจึงได้มีประกาศลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2529 ให้ยกเลิกบัตรส่งเสริมของจำเลยที่ 1 กรณีของจำเลยที่ 1 จึงเห็นได้ชัดว่า จำเลยที่ 1ถูกยกเลิกบัตรส่งเสริม เพราะจำเลยที่ 1 เลิกกิจการ มิใช่เพราะถูกคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่ได้รับตามบัตรส่งเสริม อันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดไว้ในบัตรส่งเสริมดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนพ.ศ. 2520 ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ได้รับการส่งเสริม จะต้องเสียภาษีอากรโดยถือสภาพของของ ราคา และอัตราภาษีอากรที่เป็นอยู่ในวันนำเข้าเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีอากร ดังที่มาตรา 55 วรรคแรก บังคับไว้ที่โจทก์ทั้งสองแก้อุทธรณ์ว่า กรณีของจำเลยที่ 1 แม้จะเป็นการเลิกกิจการก็มีผลเท่ากับสิทธิและประโยชน์ถูกเพิกถอนไปทั้งหมด ตามพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 56 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าตามมาตรา 56 ดังกล่าว ในวรรคแรกได้บัญญัติเรื่องผู้ได้รับการส่งเสริมเลิกกิจการรวมกิจการกับผู้อื่น หรือโอนกิจการให้แก่ผู้อื่น ให้บัตรส่งเสริมนั้นใช้ได้ต่อไปอีก ไม่เกิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3822/2536 · ทนอย Thanoy