ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563

ฎีกาที่ 3823/2563

หลักกฎหมาย

สัญญาบันทึกข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายมี ส. และผู้เสียหายร่วมลงลายมือชื่อเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่า ผู้เสียหายยินยอมชำระเงินให้แก่ ส. ซึ่งเป็นตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจช่วงของบริษัท ด. โดยเอกสารดังกล่าวมีหัวกระดาษและตราสัญลักษณ์ของบริษัท ด. ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า ทำให้บุคคลทั่วไปเห็นแล้วเชื่อว่าบริษัทดังกล่าวทำขึ้น แม้ความจริงบริษัทดังกล่าวไม่ได้ทำบันทึกข้อตกลงนั้นกับผู้เสียหาย แต่การที่พวกของจำเลยซึ่งไม่ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงกลับทำสัญญาบันทึกข้อตกลงดังกล่าวกับผู้เสียหาย เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารสิทธิที่แท้จริงแล้วนำไปใช้อ้างต่อพันตำรวจตรี น. เพื่อแสดงให้เห็นว่าได้ยอมความโดยชอบ ทำให้คดีในส่วนอาญาระงับโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน แม้จะมิใช่เอกสารที่แท้จริงของบริษัทดังกล่าวก็ตาม ก็เป็นการทำปลอมเอกสารสิทธิขึ้นทั้งฉบับและใช้เอกสารสิทธิปลอม การที่จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการตรวจค้นผู้เสียหาย แล้วนำสัญญาบันทึกข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายกลับมาลงบันทึกประจำวันโดยแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานอันเป็นเอกสารราชการเพื่อใช้เป็นหลักฐานว่า ส. พวกของจำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงและผู้เสียหายเป็นผู้ละเมิดสินค้าลิขสิทธิ์ แต่ตกลงค่าเสียหายได้โดยผู้เสียหายยินยอมชดใช้เป็นเงิน และทุกฝ่ายจะไม่เอาความกันภายหลังทั้งทางแพ่งและทางอาญา แม้จะกระทำต่างเวลากันแต่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าพวกของจำเลยได้รับมอบอำนาจมาและมีอำนาจกระทำการแทนเจ้าของลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในการเรียกรับเงินค่าเสียหายและตกลงยอมความกับผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 265, 267, 268, 309, 310, 337 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 35,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1091/2560 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (ที่ถูก (เดิม)), 267 (ที่ถูก (เดิม)), 309 วรรคสอง (ที่ถูก (เดิม)), 310 (ที่ถูก วรรคแรก (เดิม)), 337 (ที่ถูก วรรคแรก (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และความผิดฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุก 2 ปี รวม 2 กระทง คงจำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 35,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1091/2560 หมายเลขแดงที่ 1203/2561 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ ตามฟ้องข้อ 1.1 และ 1.5 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 2 ปี ฐานกรรโชกทรัพย์ และโทษจำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องข้อ 1.3 และ 1.5 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า บริษัทเดอะ ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ แอนด์ แอธเลติกกราวด์ส ลิมิเต็ด เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าตราสโมสรฟุตบอลทีมลิเวอร์พูล ซึ่งนำมาใช้กับชุดกีฬา ในการดูแล ป้องกันและปราบรามการลอกเลียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทย ขณะเกิดเหตุบริษัทเดอะ ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ แอนด์ แอธเลติกกราวด์ส ลิมิเต็ด มอบอำนาจให้บริษัทฮิลล์ ริสค์ คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายมาร์ค นางสาวชิดชนก นางสาววิศรัลยา เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการ ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจโทนริศ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรสระบัว ร่วมกับพวกตั้งด่านตรวจบนถนนหมายเลข 359 บริเวณหมู่ที่ 7 ตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมามีนายสุชาติ กับพวกอีก 4 คน ได้แก่ จำเลย นายฉลองศักดิ์ จ่าสิบเอกหรือนายคำนึงหรือกฤษณพล และนายอัสดง นำหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ซึ่งนายสุชาติกับพวกดังกล่าวร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพันตำรวจตรีนันทพล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสระบัวว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงจากนายอัสดงซึ่งรับมอบอำนาจต่อมาจากนายคริสโตเฟอร์ ผู้รับมอบอำนาจของบริษัทเดอะ ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ แอนด์
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3823/2563 · ทนอย Thanoy