คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 3827/2552
หลักกฎหมาย
ตามสัญญาแม้ใช้ถ้อยคำว่าเป็นสัญญาซื้อขาย แต่เงื่อนไขของสัญญาดังกล่าวข้อ 1 ระบุว่า จำนวนสินค้าที่ระบุไว้ในสัญญาเป็นการประมาณการเท่านั้น การปรับปรุงราคาสินค้าที่ต้องชำระจะคิดคำนวณตามจำนวนสินค้าที่แท้จริง และข้อ 3 มีใจความว่า วันกำหนดส่งสินค้า และ/หรือกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าตามที่ระบุในสัญญาเป็นการกำหนดวันที่โดยประมาณ เช่นนี้ จำนวนสินค้า ราคาและกำหนดเวลาส่งสินค้าซึ่งจะมีผลไปถึงกำหนดวันที่ต้องชำระเงินจึงหาได้กำหนดไว้แน่นอนไม่โดยเฉพาะราคาสินค้านั้น ทั้งโจทก์และจำเลยมีการเจรจาโดยต่างเสนอข้อต่อรองเพื่อกำหนดราคาสินค้า เมื่อไม่ตกลงกันทำให้ราคาสินค้าไม่อาจกำหนดจำนวนที่แน่นอนได้ราคาสินค้าจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของสัญญาซื้อขายที่ยังไม่อาจตกลงกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้เงื่อนไขของสัญญา ข้อ 13 ระบุว่า การลงนามทั้งหลายจะมีผลสมบูรณ์เมื่อกรรมการผู้จัดการของจำเลยลงนามแล้วเท่านั้น แต่กรรมการผู้จัดการของจำเลยหาได้ลงนามใน Sales contract (สัญญาซื้อขาย) ไม่ทั้งไม่ปรากฏว่า ส. ลงนามในเอกสารดังกล่าวโดยไม่ได้รับมอบอำนาจจากกรรมการผู้จัดการของจำเลยแล้ว ดังนั้นสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยยังไม่เกิดขึ้น ทำให้ Sales contract (สัญญาซื้อขาย) หาได้มีผลเป็นสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2540 โจทก์ทำสัญญาซื้อหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์สีน้ำเงิน ขนาด 36 วัตต์ จำนวน 18,360 หลอด และขนาด 18 วัตต์ จำนวน 4,320 หลอด จากจำเลยในราคา 4,455,000 บาท จำเลยตกลงขายโดยมีกำหนดส่งมอบให้โจทก์ประมาณกลางเดือนเมษายน 2541 เป็นการสั่งซื้อล่วงหน้าเป็นเวลา 6 เดือน มีกำหนดชำระค่าสินค้าภายใน 90 วัน นับแต่รับสินค้า หลังทำสัญญาซื้อขายแล้วจำเลยผิดสัญญา โดยเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2541 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาซื้อขายกับโจทก์โดยอ้างว่าไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ เนื่องจากค่าเงินบาทลอยตัวทำให้ราคาต้นทุนสินค้าสูงขึ้น ซึ่งในสัญญาได้ระบุให้จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาในกรณีนี้ได้ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ไม่ได้รับสินค้าตามกำหนด โดยโจทก์ต้องนำส่งสินค้าดังกล่าวให้ลูกค้าของโจทก์อีกทอดหนึ่ง ซึ่งการขายจะทำได้ในช่วงก่อนฤดูฝนเพื่อใช้ดักแมลง โจทก์ไม่สามารถหาสินค้าจากบริษัทอื่นมาทดแทนได้ทันกำหนดที่จะต้องส่งมอบให้ลูกค้าโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายขาดรายได้และผลประโยชน์จากค่าขายสินค้า หากโจทก์ขายสินค้าได้ทั้งหมดจะได้กำหนดจะได้กำไรไม่น้อยกว่า 1,782,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 178,200 บาท และการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงในทางการค้า ลูกค้าหมดความเชื่อถือโจทก์คิดเป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,960,200 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,960,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,782,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยติดต่อค้าขายกันมาหลายครั้ง โดยจำเลยประกอบธุรกิจค้าขายหลอดไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า โจทก์ไม่บรรยายให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ขายสินค้าให้ใครอย่างไร ในราคาใด เหตุใดมีกำไรเป็นจำนวน 1,782,000 บาท และหน้าฝนคือเมื่อใด ไม่มีข้ออ้างใดในคำฟ้องโจทก์ที่ทำให้จำเลยเข้าใจได้ ไม่บรรยายให้ชัดแจ้งว่าโจทก์เสียชื่อเสียงทางการค้าอย่างไร ลูกค้าโจทก์รายใดที่ขาดความเชื่อถือโจทก์ เหตุใดค่าเสียหายส่วนนี้ถึงกำหนดเป็นค่าเงินได้ถึง 1,000,000 บาท คิดจากอะไรเป็นเกณฑ์ การคำนวณดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คิดโดยอาศัยอำนาจใดและโจทก์เสียชื่อเสียงในทางการค้าเพราะจำเลยอย่างไร หากลูกค้าโจทก์หมดความเชื่อถือทางการค้ากับโจทก์เป็นเพราะโจทก์เอง ไม่เกี่ยวกับจำเลย ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม จำเลยขายสินค้าให้โจทก์หลายครั้งและทุกครั้งที่ตกลงขายจำเลยจะมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยหรือกรรมการผู้มีอำนาจจะสั่งการให้พนักงานของจำเลยส่งสินค้า หากยังไม่มีสินค้าที่จะขายให้ลูกค้าจำเลยจะให้ลูกค้าวางเงินมัดจำ จำเลยยังไม่ได้ตกลงขายสินค้าตามฟ้องให้โจทก์ โจทก์ซื้อสินค้าจากจำเลยครั้งสุดท้ายซึ่งจำเลยส่งสินค้าให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้างวดดังกล่าวเป็นเงิน 580,000 บาท จึงให้สิทธิโดยไม่สุจริตเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้ และขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้กับจำเลย จำเลยไม่เคยตกลงขายหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์สีน้ำเงินตามฟ้องเนื่องจากกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยไม่เคยทำหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อขายสินค้าให้โจทก์ตามฟ้อง โจทก์ไม่ได้วางเงินมัดจำค่าสินค้าและชำระราคา ทั้งจำเลยไม่ได้ส่งสินค้าให้โจทก์ โจทก์ยังค้างชำระค่าสินค้าที่จำเลยขายให้โจทก์ครั้งสุดทาย ซึ่งจำเลยได้ฟ้องคดีต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ 17558/2541 เรียกเงินค่าสินค้า 580,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และโจทก์ประสงค์ที่จะไม่ชำระเงินค่าสินค้าดังกล่าวจึงใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนำคดีมาฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายใดๆ จากจำเลย การที่จำเลยจะขายสินค้าให้ลูกค้าต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่างเป็นข้อพิจารณา ที่สำคัญคือความสมัครใจที่จะขายสินค้า คุณสมบัติของลูกค้าที่จะขายด้วย และปัจจัยสภาวะเศรษฐกิจที่จะส่งผลให้จำเลยประกอบธุรกิจได้ในสภาวะถดถอย และการที่ประชาคมโลกประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ค่าเงินสกุลต่างๆ รวมทั้งเงินบาทมีค่าน้อยส่งผลกระทบแก่จำเลยเนื่องจากราคาสินค้าสูงขึ้น จำเลยพยายามฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อให้ธุรกิจดำรงอยู่ได้ แต่โจทก์ฉวยโอกาสใช้สิทธิไม่สุจริตเพื่อประโยชน์ของตน ไม่รับข้อเสนอที่เหมาะสมพอเพียงทำให้จำเลยต้องยุติค้าขายกับโจทก์อันไม่ใช่ความผิดของจำเลย ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมานั้นไม่ได้เป็นค่าเสียหายที่แท้จริง โจทก์ยังไม่มีความเสียหายใดๆ เพราะยังไม่ได้ขายสินค้าให้ลูกค้า ทั้งไม่มีทางที่จะขายสินค้าได้กำไรถึง 1,782,000 บาท ส่วนค่าเสียหายที่เสียชื่อเสียงทางการค้านั้น โจทก์จะเสียหายมาก่อนหรือไม่จำเลยไม่ทราบ แต่จำเลยไม่เกี่ยวข้องจึงไม่ต้องรับผิดในส่วนนี้เช่นกัน นอกจากนี้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง