ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 3831/2540

หลักกฎหมาย

โจทก์กล่าวในฎีกาเพียงว่า จำเลยที่ 3 ได้สั่งซื้อสินค้าและได้รับสินค้าไปจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในราชการเรียบร้อยแล้ว จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์โดยมิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้ชัดแจ้งในฎีกาว่าเหตุใดจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะตัวแทนจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ตามฟ้องฎีกาโจทก์ข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อพัสดุของใช้ในราชการของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 ซึ่งเป็นส่วนราชการที่อยู่ในสังกัดของกรมตำรวจจำเลยที่ 1เมื่อปรากฏว่าการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในสำนักงานหัวหน้าส่วนราชการเป็นผู้จัดซื้อการสั่งซื้อสินค้าของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 เป็นการสั่งการตามลำดับการบังคับบัญชาคือ ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 เป็นผู้มีอำนาจในการสั่งซื้อและสั่งจ้างเป็นการทำแทนหรือเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ดังนั้น การที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ก็เท่ากับทวงถามให้จำเลยที่ 1ชำระหนี้ด้วย จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดต่อโจทก์นับตั้งแต่วันครบกำหนดตามที่ระบุไว้ในหนังสือทวงถาม โจทก์จึงมีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยของหนี้ที่ค้างชำระตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดซื้อจัดจ้างแทนจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 3 จัดซื้อสินค้าเพื่อใช้ในราชการของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32จึงเป็นการกระทำในนามของจำเลยที่ 1 โดยใช้งบประมาณที่จำเลยที่ 1 จัดสรรมาให้เป็นรายปี ส่วนการที่จำเลยที่ 3ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จัดซื้อสินค้าโดยมิได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุพ.ศ. 2521 และระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยการมอบอำนาจในการสั่งซื้อและสั่งจ้าง ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2528ก็เป็นเรื่องผิดระเบียบภายในวงราชการของจำเลยที่ 1ซึ่งผู้ปฏิบัติผิดระเบียบต้องรับผิดชอบต่อจำเลยที่ 1อีกส่วนหนึ่งต่างหากไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากภาระที่จะต้องรับผิดชำระหนี้ที่จำเลยที่ 3 ก่อขึ้นแก่โจทก์ แม้หนี้ค่าซื้อสินค้าเชื่อขาดอายุความไปแล้ว แต่ต่อมาจำเลยที่ 3 ในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือรับว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่โจทก์ จึงเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 192 เดิมจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการหาอาจยกเหตุการขาดอายุความนั้นขึ้นอ้างเพื่อบอกปัดการชำระหนี้ได้ไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีจำเลยที่ 2เป็นอธิบดี จำเลยที่ 3 เป็นผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 จังหวัดพะเยา ของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาจำเลยที่ 2 เมื่อระหว่างวันที่ 28 มกราคม 2530 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2532 จำเลยที่ 3 สั่งซื้อสินค้าต่าง ๆไปจากโจทก์รวมเป็นเงิน 984,939 บาท โดยสัญญาว่าจะชำระเงินค่าสินค้าให้โจทก์หลังจากได้รับสินค้าแล้ว 30 วันซึ่งจำเลยที่ 3 ได้รับสินค้าดังกล่าวไว้แล้ว ครั้นครบกำหนดโจทก์ได้ทวงถามจากจำเลยที่ 3 หลายครั้ง แต่จำเลยที่ 3เพิกเฉยโจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 มีหนังสือรับสภาพหนี้มายังโจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 เพิกเฉย โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับหนังสือทวงถามแล้วแต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน1,055,975 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 984,939 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า การสั่งซื้อสินค้าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 3 และไม่ได้กระทำการในนามของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งไม่ได้นำสินค้าดังกล่าวมาใช้ในราชการของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการซึ่งมีระเบียบว่าหากราคาไม่เกิน 20,000 บาทก่อนที่จะสั่งซื้อต้องมีการตกลงราคา จัดทำใบสั่งซื้อไปยังผู้ขาย และในกรณีที่การซื้อมีราคากว่า 20,000 บาท ต้องทำการประกวดราคา(ที่ถูกคือสอบราคา) เมื่อผู้มีอำนาจสั่งอนุญาตให้ซื้อจึงจะซื้อได้ต้องมีใบสั่งซื้อ และมีคณะกรรมการตรวจรับ ซึ่งโจทก์เป็นร้านค้าที่เคยค้ากับทางราชการย่อมทราบวิธีการซื้อขายได้ดีการที่จำเลยที่ 3 มีหนังสือรับสภาพหนี้ถึงโจทก์ ไม่เกี่ยวข้องหรือกระทำในนามจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกราคาสินค้าที่ได้ส่งมอบตามใบส่งของชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2530 ถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2531 จากจำเลยที่ 1และที่ 2 เนื่องจากคดีขาดอายุความ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 กระทำกิจการต่าง ๆในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในขณะดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 จังหวัดพะเยา เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อได้สั่งซื้อสินค้าตามฟ้องจากโจทก์เพื่อนำมาใช้ในกิจการของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32ซึ่งเป็นส่วนราชการในสังกัดของจำเลยที่ 1 มิได้สั่งซื้อเพื่อใช้ในกิจการส่วนตัวของจำเลยที่ 3 การชำระค่าสินค้าจำเลยที่ 3กระทำในฐานะผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 และได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำต้องรองบประมาณที่จะได้รับจากการจัดสรรในงวดที่ 3/2533 ก่อน ในระหว่างรองบประมาณจำเลยที่ 3 ได้เกษียณอายุราชการจึงไม่มีอำนาจชำระค่าสินค้าให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 984,939 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 695,297 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ควรได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าตามใบส่งของชั่วคราวที่เป็นการส่งสินค้าประเภทสุรา เบียร์ เครื่องดื่ม และอาหารกับใบส่งของชั่วคราวที่ไม่มีผู้ลงลายมือชื่อรับสินค้าหรือไม่เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เป็นการเรียกเอาราคาสินค้าเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 3 สั่งซื้อจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในราชการของจำเลยที่ 1 แต่เกี่ยวกับสินค้าตามใบส่งของชั่วคราวที่เป็นประเภทสุรา เบียร์ เครื่องดื่มและอาหาร ตามพยานหลักฐานโจทก์มีเหตุผลเชื่อได้ว่า สินค้าประเภทสุรา เบียร์เครื่องดื่ม และอาหารมิใช่สินค้าที่นำไปใช้ในราชการของจำเลยที่ 1และฟังไม่ได้ว่าหนี้ส่วนนี้เป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าดังฟ้อง กรณีเป็นหนี้เงินทดรองที่โจทก์จ่ายไปโดยโจทก์มิได้บรรยายมาในฟ้องจึงเป็นเรื่องนอกฟ้อง สำหรับใบส่งของชั่วคราวที่ไม่มีผู้ลงลายมือชื่อรับสินค้านั้น ในเมื่อใบส่งของชั่วคราวส่วนใหญ่ที่โจทก์ส่งสินค้าแก่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32แล้วมีผู้ลงลายมือชื่อรับสินค้าใบส่งของชั่วคราวเป็นเอกสารที่โจทก์เป็นผู้ทำขึ้นฝ่ายเดียวโดยมีช่องให้ผู้รับสินค้าลงลายมือชื่อรับสินค้าไว้ด้วย การมีลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 ลงไว้ในช่องผู้รับสินค้าย่อมเป็นข้อยืนยันว่าโจทก์ได้ส่ง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2540 · ทนอย Thanoy