ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2567

ฎีกาที่ 3837/2567

หลักกฎหมาย

การที่คู่สัญญาสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายย่อมเป็นผลให้คู่สัญญาไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดที่พิพาทอีกต่อไป โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินที่รับไปจากโจทก์พร้อมดอกเบี้ย คิดแต่วันที่รับไว้ตามมาตรา 391 วรรคสอง แม้คดีนี้โจทก์มิได้บอกกล่าวทวงถามจำเลยที่ 1 มาก่อน แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้และจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดนับแต่วันฟ้องตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่ชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,962,500 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 8,662,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายในเชิงลงโทษเพิ่มขึ้นจากค่าเสียหายที่แท้จริงเป็นจำนวนสองเท่าแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,662,500 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนตามหนังสือรับรอง เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดจากจำเลยที่ 1 ในโครงการไดมอนด์ทาวเวอร์ พระตำหนัก เนื้อที่ประมาณ 198 ตารางเมตร รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 34,650,000 บาท โจทก์ชำระเงินจองแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท และในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ชำระค่าทำสัญญา 5,147,500 บาท รวมเป็นเงิน 5,197,500 บาท โดยตกลงให้เงินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าห้องชุด และตกลงผ่อนชำระเป็นค่างวดแก่จำเลยที่ 1 งวดละ 192,500 บาท รวม 36 งวด เป็นเงิน 6,930,000 บาท ชำระงวดแรกวันที่ 10 พฤษภาคม 2560 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 10 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ ส่วนที่เหลืออีก 22,522,500 บาท ชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ โครงการดังกล่าวมีกำหนดเวลาเริ่มก่อสร้างประมาณไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 แล้วเสร็จในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 โจทก์ผ่อนชำระค่างวดแก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว 18 งวด ถึงงวดประจำวันที่ 10 ตุลาคม 2561 รวมเป็นเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ไปทั้งสิ้น 8,662,500 บาท แล้วโจทก์ไม่ชำระค่างวดอีก โดยวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าการใช้สิทธิเลิกสัญญาของโจทก์สามารถกระทำได้โดยชอบหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในขณะที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาว่าจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาหรือไม่ เมื่อพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ข้อ 4.4 ซึ่งกำหนดระยะเวลาเริ่มก่อสร้างไว้ว่าจะเริ่มก่อสร้างประมาณไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 คือ ช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม 2562 ถึงเดือนกันยายน 2562 แต่ปรากฏว่าที่โจทก์หยุดชำระค่างวดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 และที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 นั้น ยังไม่ถึงกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 1 จะต้องเริ่มต้นก่อสร้างอาคารชุดตามสัญญา ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างอาคารชุดในช่วงเวลาดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงจะอ้างเอาเหตุที่จำเลยที่ 1 ยังไม่เริ่มก่อสร้างอาคารชุดตามสัญญาจะซื้อจะขายมาเป็นเหตุในการขอเลิกสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่กลับเป็นฝ่ายเสนอบอกเลิกสัญญาเช่นนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 กลับไม่ได้ปฏิเสธการบอกเลิกสัญญา หรือบอกกล่าวทวงถามให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาโดยให้โจทก์ชำระค่างวดที่ค้างชำระต่อไป หรือแจ้งแก่โจทก์ให้ทราบว่าจำเลยที่ 1 ยังคงปฏิบัติตามสัญญาโดยการก่อสร้างอาคารชุดดังกล่าวต่อไปเมื่อถึงกำหนดตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏตามเอกสารท้ายฎีกาของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้แก้ฎีกาโต้แย้งให้เห็นเป็นประการอื่นว่า บริเวณสถานที่ก่อสร้างอาคารชุดที่จะซื้อจะขายดังกล่าวไม่มีการก่อสร้างอาคารชุดเกิดขึ้นตามสัญญาจะซื้อจะขายแต่ประการใด อันแสดงให้เห็นว่าฝ่ายจำเลยที่ 1 เองก็ไม่ประสงค์ให้สัญญาจะซื้อจะขายมีผลอยู่ต่อไปเช่นกัน จากพฤติการณ์ที่คู่สัญญาต่างปฏิบัติต่อกันดังกล่าว จึงถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย มีผลให้สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดที่พิพาทระงับลงโดยไม่ถือว่าคู่ความฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คู่สัญญาต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายจึงชอบแล้ว และการที่คู่สัญญาสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายย่อมเป
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง