คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562
ฎีกาที่ 3849/2562
หลักกฎหมาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษ อ. และ ส. กับพวก ฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ การที่ อ. นำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินส่วนหนึ่งกว่า 1,000 ไร่ ให้ผู้คัดค้านที่ 2 เช่า และ ส. สามีกับผู้คัดค้านที่ 2 ภริยาได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ นั้น โดยการปลูกอ้อยและส่งขายให้แก่โรงงานน้ำตาล พฤติการณ์จึงเป็นการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ หรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้า การกระทำของ อ. และ ส. จึงเข้าลักษณะเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอันเป็นความผิดมูลฐานตาม มาตรา 3 (15) ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แล้ว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 2 รายการ คือ สิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยของผู้คัดค้านทั้งสองที่มีสิทธิได้รับตามสัญญาดังกล่าวจากโรงงานน้ำตาลครบุรีในปีการผลิต 2557/2558 โดยหักค่าใช้จ่ายแล้วรวมเป็นเงิน 876,285.36 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินตามคำร้องด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยของผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 86,107.41 บาท และของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 790,177.95 บาท รวมเป็นเงิน 876,285.36 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น รับรองฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า พนักงานอัยการดำเนินคดีแก่นายสมโภชและนายอัมรินทร์กับพวกที่ศาลจังหวัดสีคิ้ว ในความผิดฐานร่วมกันเข้าไปยึดถือ ครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเข้าไปปลูกอ้อยประมาณ 3,500 ไร่ ซึ่งที่ดินในเนื้อที่ดังกล่าวนั้น ศาลจังหวัดสีคิ้ววินิจฉัยว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โคกหนองกรุง-หนองแก้ว ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ปี 2496 แต่มีเหตุสงสัยตามสมควรว่านายอัมรินทร์และนายสมโภชกับพวกมีเจตนากระทำความผิดหรือไม่ พิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ลงโทษ สำหรับที่ดินส่วนที่นายอัมรินทร์เข้ายึดถือครอบครองข้างต้นมีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน 3 แปลง คือ โฉนดที่ดินเลขที่ 41586 เนื้อที่ 42 ไร่ 2 งาน 4 ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ 41587 เนื้อที่ 49 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวา และโฉนดที่ดินเลขที่ 41592 เนื้อที่ 36 ไร่ 70 ตารางวา นั้น อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว นายอัมรินทร์อุทธรณ์คำสั่งต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ปลัดกระทรวงมหาดไทยยกอุทธรณ์ นายอัมรินทร์กับพวกนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองนครราชสีมา) ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ผู้คัดค้านที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับนายอัมรินทร์ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรปลูกอ้อยในที่ดินประมาณ 214 ไร่ ในที่ดินที่นายอัมรินทร์ครอบครอง ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นภริยาของนายสมโภชและประกอบอาชีพเกษตรกรรม ผู้คัดค้านที่ 2 และนายสมโภชปลูกอ้อยในที่ดิน 1,095 ไร่ ซึ่งเช่าจากนายอัมรินทร์ ที่ดินดังกล่าวข้างต้นตั้งอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต่อมาในปี 2557 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้มอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดรายนายสมโภชกับพวก พบว่ามีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า นายสมโภชกับพวกมีพฤติการณ์แห่งการกระทำอันเข้าลักษณะเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (15) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการธุรกรรมจึงมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะได้รับจากการขายอ้อยที่ปลูกเฉพาะในส่วนที่ดินสาธารณประโยชน์จากโรงงานน้ำตาลครบุรี ในปีการผลิต 2557/2558 โดยหักค่าใช้จ่ายในการตัดอ้อย ค่าบรรทุกอ้อยและเงินทุนปลูกอ้อย และแจ้งคำสั่งไปให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 และโรงงานน้ำตาลครบุรีทราบ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานและทรัพย์สินพร้อมดอกผล ที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า พนักงานอัยการได้ฟ้องนายอัมรินทร์และนายสมโภชกับพวกรวม 10 คน ต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว เป็นคดีอาญาในความผิดฐานร่วมกันเข้าไปยึดถือ ครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยปลูกอ้อยประมาณ 3,500 ไร่ ซึ่งที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในคดีอาญาดังกล่าวและศาลจังหวัดสีคิ้ววินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โคกหนองกรุง-หนองแก้ว ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ปี 2496 แต่ศาลจังหวัดสีคิ้วเห็นว่าจำเลยทั้งสิบเพิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง