ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2535

ฎีกาที่ 3852/2535

หลักกฎหมาย

เหตุที่จำเลยถือเป็นข้ออ้างในการเลิกจ้างโจทก์ปรากฏ ตามคำสั่งของโจทก์เรื่องเลิกจ้างพนักงานแล้ว การที่จำเลย อ้างเหตุต่าง ๆ ที่มิได้ระบุไว้ในคำสั่งเลิกจ้างนั้นมาใน คำให้การ จึงมิใช่เหตุที่จำเลยจะนำมาใช้อ้างในการเลิกจ้าง โจทก์ได้ ข้ออ้างตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็น สาระแก่คดี ชอบที่ศาลจะไม่รับวินิจฉัยให้ และเมื่อเหตุที่ จำเลยอ้างในคำสั่งเลิกจ้างนั้น มิใช่เหตุที่จำเลยจะ เลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย เริ่มเข้าทำงานเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2532 ทำหน้าที่แม่บ้านทั่วไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 115 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15และวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน 2535 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาเกินกว่า 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน10,350 บาท และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวม 18 วัน เป็นเงิน 2,070 บาท แต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 10,350 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 2,070 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เริ่มเข้าทำงานกับจำเลยเมื่อวันที่11 พฤศจิกายน 2532 จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน2535 เนื่องจากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในการทำงานและคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยเรื่องการลากิจและการลาพักผ่อนประจำปี ซึ่งกำหนดไว้ว่าจะต้องยื่นใบลาล่วงหน้าก่อน 2 วันเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะหยุดงานได้ แต่โจทก์หยุดงานไปเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2535 โดยแจ้งความประสงค์ต่อจำเลยขอลากิจแต่ไม่แจ้งเหตุผลว่าลากิจไปเพราะเหตุใด จำเลยจึงไม่อนุญาตและถือว่าโจทก์จงใจฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลยตามความในหมวดที่ 5 ข้อ 36เรื่อง การขาดงานหรือหยุดงานไปโดยไม่แจ้งสาเหตุหรือไม่มีเหตุอันสมควร หรือไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยก่อน และข้อ 58 เรื่องไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับหรือวิธีปฏิบัติในการลาหยุดงานหรือฝ่าฝืนข้อบังคับการลาหยุดงาน และก่อนที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์เคยกระทำความผิดโดยการขาดงานเช่นนี้มาก่อนและเคยถูกจำเลยตักเตือนเป็นหนังสือรวม 3 ครั้ง ซึ่งการเตือนแต่ละครั้งโจทก์ยินยอมและรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดต่อระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลยจริง แต่โจทก์กลับไม่เชื่อฟังคำตักเตือนของจำเลย และกระทำความผิดด้วยการขาดงานหรือหยุดงานไปโดยไม่ได้รับอนุญาตในวันที่ 22 มิถุนายน 2535 อีก จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลยตามความหมายในหมวดที่ 5 ข้อ 32 เรื่องการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือกฎระเบียบเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วและยังเป็นการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 47(3) นอกจากนี้การกระทำของโจทก์เป็นการจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 9 ได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงไม่ติดใจเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลย ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามที่จำเลยได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การนั้นเป็นการไม่ชอบ พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เหตุที่จำเลยถือเป็นข้ออ้างในการเลิกจ้างโจทก์ตามคำสั่งเรื่องเลิกจ้างพนักงานเอกสารหมายเลข 9 นั้น มิใช่เหตุตามที่จำเลยยกขึ้นมาอ้างในคำให้การ ซึ่งจำเลยมิได้อุทธรณ์ว่าเหตุเลิกจ้างตามคำให้การนั้น เป็นเหตุเลิกจ้างตามที่จำเลยอ้างไว้ในคำสั่งเรื่องเลิกจ้างพนักงานเอกสารหมายเลข 9 ดังนั้นการที่จำเลยอ้างเหตุต่าง ๆ ที่มิได้ระบุไว้ในคำสั่งเลิกจ้างมาในคำให้การ จึงมิใช่เหตุที่จำเลยจะนำมาใช้อ้างในการเลิกจ้างโจทก์ได้ ข้ออ้างตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับวินิจฉัยให้นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และเมื่อเหตุที่จำเลยอ้างในคำสั่งเลิกจ้างนั้นมิใช่เหตุที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3852/2535 · ทนอย Thanoy