ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 3859/2546

หลักกฎหมาย

ในเรื่องการเพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 97 นั้น โทษกึ่งหนึ่งที่จะนำมาคำนวณในการเพิ่มโทษที่จะลงโทษแก่จำเลยหมายถึงโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลได้กำหนดไว้สำหรับความผิดครั้งหลัง ซึ่งก็คือโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลได้กำหนดไว้สำหรับความผิดในคดีนี้ มิใช่เป็นโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลได้กำหนดไว้สำหรับความผิดครั้งก่อนหรือความผิดในคดีอาญาของศาลชั้นต้นทั้งสองคดีรวมกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี การที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยอีกกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 97 เป็นจำคุก 15 ปี นั้น เป็นการเพิ่มโทษที่ถูกต้องและชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว และเมื่อมีการลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามเพราะเหตุจำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุม คงจำคุก 10 ปี ย่อมเป็นการชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15, 66, 67, 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เพิ่มโทษจำเลยและคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่าง และให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อ 4.2 สรุปใจความสำคัญได้ว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมีพิรุธสงสัยหลายประการ ทำให้ไม่น่าเชื่อถือว่าได้มีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยและตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนที่ตัวจำเลย และโจทก์ก็ไม่ได้นำสายลับที่อ้างว่าเป็นผู้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมจำเลย ก็เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยและครอบครัวจำเลยเป็นส่วนตัวมาก่อน จึงมีการกลั่นแกล้งจับกุมจำเลย และที่จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายและถูกบังคับพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ สมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยนั้น ล้วนเป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ทั้งสิ้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มาด้วยนั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อนี้ให้ จำเลยคงฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อ 4.1 เฉพาะในส่วนที่ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 97 เป็นจำคุก 15 ปี เป็นการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยจำเลยฎีกาว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่2412/2540 และ 7317/2541 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าคดีทั้งสองดังกล่าวศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยคดีละ 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวม 2 คดีแล้วเป็นโทษจำคุก 3 ปี การเพิ่มโทษจำคุกจำเลยกึ่งหนึ่งของโทษจำคุก 3 ปี ก็คงเพิ่มโทษจำคุกจำเลยได้เพียง 1 ปี 6 เดือนซึ่งเมื่อรวมกับโทษจำคุก 10 ปี แล้วคงสามารถลงโทษจำคุกจำเลยได้ 11 ปี 6 เดือน และเมื่อลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามแล้ว คงลงโทษจำคุกได้ไม่เกิน 7 ปีกว่าเท่านั้น เห็นว่าในเรื่องการเพิ่มโทษนี้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุกให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง"ดังนี้ เห็นได้ว่าโทษกึ่งหนึ่งจะนำมาคำนวณในการเพิ่มโทษที่จะลงโทษแก่จำเลยตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวย่อมหมายถึงโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลได้กำหนดไว้สำหรับความผิดครั้งหลังหรืออีกนัยหนึ่งก็คือโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลได้กำหนดไว้สำหรับความผิดในคดีนี้มิใช่เป็นโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลได้กำหนดไว้สำหรับความผิดครั้งก่อนหรืออีกนัยหนึ่งสำหรับความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2412/2540 และ 7317/2541 ของศาลชั้นต้นทั้งสองคดีรวมกันตามที่จำเลยเข้าใจและอ้างในฎีกาแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม2 กระทง จำคุก 10 ปี การที่ศาลล่างท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3859/2546 · ทนอย Thanoy