ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 3862/2540

หลักกฎหมาย

โจทก์กับเจ้าพนักงานตำรวจผู้รู้เห็นเหตุการณ์ร่วมกับสายลับย่อมเป็นพยานโดยตรงอยู่แล้ว หาจำต้องนำสายลับมาเป็นพยานอีกไม่ เพราะโดยลักษณะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษย่อมจะต้องใช้สายลับเป็นผู้ล่อซื้อ จึงมีความจำเป็นต้องปกปิดตัวสายลับเพื่อความปลอดภัย อีกทั้งเพื่อประโยชน์ด้านการปฏิบัติงานครั้งต่อ ๆ ไปด้วยการไม่นำสายลับมาเป็นพยานหาทำให้พยานหลักฐานของโจทก์น้ำหนักลดน้อยลงไม่ การที่สายลับเข้าทำการล่อซื้อฝิ่นจากจำเลยทั้งสอง ยังไม่มีการชำระเงินและส่งมอบฝิ่นของกลางให้แก่กัน แต่จำเลยทั้งสองถูกจับพร้อมด้วยฝิ่นของกลางเสียก่อนดังนั้นการซื้อขายยังไม่เสร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามจำหน่ายฝิ่นโดยผิดกฎหมายเท่านั้น

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 17, 69, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 33 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง และวรรคสองมาตรา 69 วรรคสอง และวรรคสี่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำผิดฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายฝิ่นดังกล่าวของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกคนละ 12 ปี ริบของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองพร้อมกับยึดถุงปุ๋ย2 ถุง บรรจุฝิ่นจำนวน 28 ห่อเล็ก เป็นของกลาง โดยฝิ่นของกลางได้ส่งไปตรวจพิสูจน์แล้วปรากฏว่าเป็นฝิ่นดิบน้ำหนัก 41.400 กิโลกรัม มีปริมาณแอนไฮดรัสมอร์ฟีนร้อยละ 3.59ซึ่งคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ของฝิ่นได้ 1.486 กิโลกรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ปจ.2 (ศาลอาญากรุงเทพใต้) คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีจ่าสิบตำรวจพูนศักดิ์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้สืบสวนหาผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตจังหวัดนครพนม ต่อมาจำเลยที่ 1ซึ่งรู้จักกันมาก่อนขอให้พยานติดต่อหาพ่อค้ามาซื้อฝิ่นจากจำเลยที่ 1 แล้วจะแบ่งเงินให้พยานได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ วันที่ 13 สิงหาคม 2536 พยานพาสายลับไปล่อซื้อฝิ่น โดยไปพบจำเลยทั้งสองที่เขื่อนน้ำอูน อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร สายลับขอซื้อฝิ่นจำนวน 150 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 5,700 บาท จำเลยทั้งสองนัดหมายให้ไปพบในวันที่ 25 สิงหาคม 2536 เพื่อทราบว่าจะสามารถจัดหาฝิ่นให้ได้หรือไม่ เมื่อถึงวันนัดพยานกับสายลับไปพบจำเลยทั้งสองที่เขื่อนน้ำอูนอีกครั้งจำเลยทั้งสองแจ้งว่าสามารถจัดหาฝิ่นได้ แต่ให้พยานกับสายลับไปติดต่อที่อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนมในวันที่ 31 เดือนเดียวกัน ครั้นถึงวันนัดพยานกับสายลับไปพบกับจำเลยทั้งสองตามนัดหมาย จำเลยทั้งสองแจ้งว่าได้ฝิ่นจำนวน 50 กิโลกรัม และจะส่งมอบในวันที่ 2 กันยายน 2536 เวลา 1 นาฬิกา ที่ทางแยกเข้าบ้านนาดี ตำบลโพนทอง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม แต่ขอให้พยานกับสายลับแสดงเงินให้ดูในวันที่ 1 กันยายน 2536 เวลาประมาณ22 นาฬิกา ที่ทางเข้าบ้านโคกสายทอง อำเภอบ้านแพง วันที่ 1 กันยายน 2536 พลตำรวจตรีปราโมทย์จึงประชุมเจ้าพนักงานตำรวจร่วมวางแผนจับกุม โดยให้พยานกับสายลับนำเงินจำนวน 285,000 บาท ไปแสดงและรับฝิ่น ทั้งมอบให้ร้อยตำรวจเอกสามารถกับพวกไปซุ่มจับกุมบริเวณที่นัดส่งมอบฝิ่น หลังจากนั้นพยานไปพบจำเลยทั้งสองตามที่นัดหมายแสดงเงิน โดยสายลับตามไปภายหลังและแสดงเงินให้จำเลยทั้งสองดู แล้วจำเลยที่ 1 พาสายลับขึ้นรถยนต์ไปดูจุดส่งของนานประมาณ 5 นาทีก็กลับมาจากนั้นสายลับเดินทางกลับ ส่วนจำเลยทั้งสองพาพยานไปบ้านนายจำรัสหรือเงือกที่บ้านลาด ตำบลบ้านแพง อำเภอบ้านแพง ไปถึงบ้านเวลา 22.30 นาฬิกา พบนายจำรัสหรือเงือกและท้าวบุญยงค์ นายจำรัสหรือเงือกบอกพยานว่า ฝิ่นเข้ามาจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวแล้ว ขอให้พยานนำฝิ่นบรรทุกรถยนต์กระบะของพยานไปส่ง แต่พยานปฏิเสธอ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมเนื่องจากยังไม่ถึงเวลานัดหมาย ให้นายจำรัสหรือเงือกนำฝิ่นไปส่งที่ทางโค้งบ้านม่วงชี แล้วพยานพาจำเลยทั้งสองและท้าวบุญยงค์นั่งรถยนต์ของพยานไปในตลาดอำเภอบ้านแพง จนเวลา 0.30 นาฬิกาของวันที่ 2 กันยายน 2536 พยานขับรถไปถึงทางโค้งบ้านม่วงชี จำเลยทั้งสองกับท้าวบุญยงค์พากันลงจากรถไปพบนายจำรัสหรือเงือก ซึ่งนำฝิ่นมารออยู่ พยานบอกว่าจะขับรถดูเส้นทางเพื่อความปลอดภัย แล้วพยานขับรถไปที่ทางแยกเข้าบ้านนาดีและแจ้งต่อร้อยตำรวจเอกสามารถว่า จะมีการส่งมอบฝิ่นแน่นอน และนัดหมายให้สัญญาณเข้าจับกุม จากนั้นพยานขับรถกลับไปที่บ้านม่วงชี และขอดูฝิ่นบรรจุในถุงปุ๋ยรวม 2 ถุงซึ่งนายจำรัสหรือเงือกแจ้งว่ามีจำนวน 28 ห่อเล็ก น้ำหนัก 50 กิโลกรัม ภายหลังพยานตรวจดูแล้ว จำเลยทั้งสองช่วยกันยกฝิ่นถุงหนึ่ง นายจำรัสหรือเงือกกับท้าวบุญยงค์ช่วยกันยกฝิ่นอีกถุงหนึ่งขึ้นวางบนกระบะรถของพยาน แล้วจำเลยทั้งสองได้นั่งบนกระบะรถ ส่วนนายจำรัสหรือเงือกและท้าวบุญยงค์นัดไปรอรับเงินที่บ้านนายจำรัสหรือเงือกหลังจากนั้นพยานขับรถไปที่ทางแยกเข้าบ้านนาดีโดยถอยรถยนต์เข้าไปจอดในทางแยกและไม่ได้ปิดไฟหน้ารถ จำเลยทั้งสองต่างยกถุงปุ๋ยลงจากรถ พยานจึงให้สัญญาณเข้าจับกุม ร้อยตำรวจเอกสามารถกับพวกจึงเข้าจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมกับ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3862/2540 · ทนอย Thanoy