คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 388/2541
หลักกฎหมาย
ขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 264 มา โจทก์รู้อยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวมีข้อพิพาทตรงที่ดินพิพาทกับจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วม การที่โจทก์ได้ขอรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อแบ่งแยก แต่จำเลยคัดค้าน การนำชี้ของโจทก์ว่าไม่ถูกต้องโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของ จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมเช่นเดียวกับที่เคยคัดค้านต่อเจ้าของร่วมเดิมในที่ดินแปลงพิพาทก่อนขายให้โจทก์ ทั้งยังปรากฏอีกว่าผู้เช่าที่ดินของจำเลยทั้งสองได้ใช้น้ำในคลองที่ฝ่ายจำเลยขุดขึ้นรวมตลอดลำรางในที่ดินพิพาทโดยไม่ปรากฏว่าเจ้าของที่ดินเดิมคัดค้าน เมื่อจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนกับจำเลยร่วม จำเลยมิได้มีเจตนาหรือจงใจกลั่นแกล้งโดยมุ่งประสงค์ให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ การที่จำเลยได้คัดค้านการชี้แนวที่ดินของโจทก์จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้สิทธิโดยสุจริตไม่เป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการคัดค้านการชี้แนวเขต
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2532 เจ้าของรวมที่ดินโฉนดเลขที่ 264 เนื้อที่ 62 ไร่ 36 ตารางวา ได้ขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์เนื้อที่ 51 ไร่ 88 ตารางวา โจทก์ขอรังวัดแบ่งแยกส่วนของโจทก์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีแต่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4917 และ4919 ตามลำดับ และมีแนวเขตติดต่อด้านทิศเหนือ ได้คัดค้านว่าโจทก์กับนางอู๊ด ชัดใจเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งมานำชี้รุกล้ำแนวเขตที่ดินของนางสงวน หงษ์น้อย มารดาของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้โจทก์รังวัดแบ่งแยกที่ดินไม่ได้และไม่สามารถนำที่ดินไปจัดสรรขายได้ มีผู้เสนอซื้อจากโจทก์ในราคาไร่ละ 200,000 บาท จำเลยทั้งสองเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ โจทก์คิดค่าเสียหายเท่ากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาที่ดิน 10,000,000 บาทนับจากวันฟ้องเป็นต้นไป ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองถอนคำขอคัดค้านแนวเขตในการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ 264 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของเงิน 10,000,000 บาท นับจากวันฟ้องจนถึงวันถอนคำขอคัดค้านของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่า เดิมนางสงวนเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 625 ทิศใต้ติดกับที่ดินของโจทก์ เมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว จำเลยทั้งสองและบิดามารดาร่วมกันขุดลำรางส่งน้ำด้านทิศใต้ของที่ดินเลาะแนวเขตระหว่างตำบลจากคลองใหญ่ด้านทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก จากนั้นยกเป็นคันดินป้องน้ำเพื่อส่งน้ำเข้านาทุกแปลงลำรางดังกล่าวเป็นของจำเลยทั้งสองและบิดามารดาไม่ใช่ลำรางสาธารณประโยชน์ ต่อมานางสงวนได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินให้บุตร แต่ได้เว้นลำรางและค้นดินป้องน้ำไว้ เพื่อใช้ชักน้ำเข้านาได้ทั่วถึงทุกแปลงดังนั้นลำรางและคันดินป้องน้ำจึงอยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 625 ของนางสงวน แต่โจทก์และนางอู๊ดได้นำชี้รุกล้ำไปในลำรางและคันดินป้องน้ำที่จำเลยทั้งสองและนายอุดรได้ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์เป็นเวลาประมาณ 20 ปีแล้วจำเลยทั้งสองจึงคัดค้านการรังวัด ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเป็นเพียงคาดการณ์ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา นางสงวน หงษ์น้อย มารดาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นจำเลย โดยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์อนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านแนวเขตในการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 264หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ปีละ 300,000 บาทนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะถอนคำคัดค้าน คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทปรากฏตามกรอบรูปสามเหลี่ยมเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ. 23 ด้านทิศเหนือของที่ดินพิพาทมีหลักเขต ช.ร.1ถึง ฉ.5245 ยาว 20.56 เมตร และหลักเขต ฉ.5244 ถึง ช.ร.2ยาว 77.92 เมตร ด้านทิศตะวันตกจากหลักเขต ช.ร.1 ถึง ช.ร.3ยาว 6.32 เมตร ด้านทิศใต้จากหลักเขต ช.ร.3 ถึง ช.ร.2ยาวประมาณ 97.72 เมตร ช่วงกลางของด้านหลักเขต ช.ร.1 กับช.ร.3 มีคลองกว้างประมาณ 3.40 เมตร คลองทอดไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ด้านทิศเหนือของคลองดังกล่าวติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 4917 ของจำเลยที่ 1 และติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 4916ของนางบุญสรวงหรืออำไพ ตามลำดับ ที่ดินจำเลยที่ 1ด้านทิศใต้ซึ่งติดต่อกับคลอง คงติดต่อเฉพาะหลักเขต ข.14695 ถึงช.ร.1 เท่านั้น ส่วนที่ดินจำเลยที่ 1 ด้านทิศใต้จากหลักเขตช.ร.1 ถึง ฉ.5245 ติดต่อกับที่ดินพิพาทซึ่งไม่มีคลอง คงมีแต่ร่องน้ำอยู่ในที่ดินพิพาทและมีน้ำขังอยู่เป็นช่วง ๆ ยาวประมาณ 30 เมตรนับจากบริเวณหัวคลองที่หลักเขต ช.ร.1 ถึง ช.ร.3 ตามรายงานการเดินเผชิญสืบเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 ด้านทิศตะวันออกของที่ดินจำเลยที่ 1 ติดต่อกับที่ดินโจทก์ ซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่4918 ที่ดินโจทก์แปลงนี้ด้านทิศใต้มีหลักเขต ฉ.5245 ถึง ช.ร.2ติดต่อกับที่ดินพิพาท ถัดจากที่ดินโจทก์ดังกล่าวไปทางทิศตะวันออกติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 4919 ของจำเลยที่ 2 ที่ดินจำเลยที่ 2 ทางด้านทิศใต้คงมีหลักเขต ช.ร.2 เพียงหลักเดียวที่ติดต่อกับที่ดินพิพาทที่ดินของนางบุญสรวงหรืออำไพของจำเลยที่ 1 ของโจทก์และของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวข้างต้นนั้นเดิมเป็นที่ดินอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 625 ของจำเลยร่วมกับนายเย็น หงษ์น้อย ซึ่งซื้อมาจากนางจำปีเมื่อปี 2507 ต่อมาปี2520 จำเลยร่วมกับนายเย็นได้แบ่งขายให้แก่นางอำไพซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นบุญสรวง โดยให้ถือกรรมสิทธิ์รวม และในปี 2524จึงแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวออกเป็นโฉนดอีก 5 โฉนดโดยนางบุญสรวงหรืออำไพเป็นผู้ถือโฉนดเลขที่ 4916จำเลยร่วมถือ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง