คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 3883/2546
หลักกฎหมาย
ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง พระเทพปัญญามุนีไม่ใช่ผู้แทนของวัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพระลูกวัดและมีพรรษาอาวุโสสูงสุดของวัดจำเลยที่ 1 จึงต้องทำหน้าที่รักษาการแทนเจ้าอาวาสคำฟ้องโจทก์ที่ระบุว่าฟ้องจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 รักษาการแทนเจ้าอาวาส จึงเป็นคำฟ้องที่ถูกต้อง ทั้งการฟ้องนิติบุคคลเป็นจำเลยโดยมิได้ระบุชื่อผู้แทนของนิติบุคคลมาด้วยหรือระบุชื่อผู้แทนนิติบุคคลผิดตัว ก็ไม่ทำให้กลายเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ใช่เป็นการฟ้องจำเลยผิดตัว ขณะที่วัดจำเลยที่ 1 บุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อสร้างกุฏิ ศาลาและสิ่งปลูกสร้าง ในเขตอุทยานแห่งชาติ อันไม่ใช่เขตพื้นที่ของวัดจำเลยที่ 1 ตามที่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแลรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนของวัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ย่อมมีส่วนให้ความเห็นชอบหรือเป็นผู้กระทำการดังกล่าว เมื่อเป็นการกระทำที่ไม่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ของวัดจำเลยที่ 1 และก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่กรมป่าไม้โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคสอง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534โดยเป็นกรมสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับควบคุม ดูแลทะนุบำรุง และรักษาป่าและป่าไม้ ตลอดจนป้องกันปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับป่าและป่าไม้ทั่วราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ขณะเกิดเหตุมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 เมื่อระหว่างเดือนกรกฎาคม 2537 ถึงวันที่ 26 เมษายน2538 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส และในฐานะส่วนตัว กับพวกซึ่งเป็นบริวารได้บุกรุกเข้าไปก่นสร้างแผ้วถาง ทำลายป่า รวมพื้นที่ 2 แห่ง ห่างกันประมาณ 500 เมตร ภายในบริเวณป่าท้องที่หมู่ที่ 4 ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร รวมเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ แล้วยึดถือครอบครองปลูกสร้างศาลาและกุฏิทั้งที่เป็นการชั่วคราวและกึ่งถาวรรวม 60 หลัง เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ป่าในบริเวณดังกล่าวทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือ ความเสียหายทางตรงเป็นเหตุให้พันธุ์ไม้และของป่าเดิมถูกทำลายไป พันธุ์ไม้หรือของป่าใหม่ก็ไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตงอกเงยขึ้นแทนที่ได้ทำให้ผลผลิตที่เป็นเนื้อไม้และของป่าต้องสูญหายหรือเสียหายไปคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยปีละ 40,825.10 บาท ต่อไร่ ส่วนความเสียหายทางอ้อม อันได้แก่ความเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ซึ่งเป็นของรัฐก่อให้เกิดการสูญหายของธาตุอาหารในดิน หิน กรวด และทราย ทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝนทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นดินโดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ ทำให้ดิน หิน กรวด ทราย และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่อยู่ในดิน หิน กรวดและทรายต้องสูญหายหรือเสียหายไป ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น และทำให้ฝนตกน้อยลง คิดเป็นมูลค่าแห่งความเสียหายปีละ110,117.60 บาท ต่อไร่ รวมเป็นมูลค่าแห่งความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมปีละ150,942.70 บาท ต่อไร่ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเพียงไร่ละ150,000 บาท รวม 6 ไร่ คิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 900,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 900,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 คือ พระเทพปัญญามุนี ฉายาคุณวุฑโฒจำเลยที่ 2 เป็นเพียงพระลูกวัด มาจำวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ไม่มีหน้าที่บริหารกิจการใด ๆจำเลยทั้งสองไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งวัดจำเลยที่ 1 เป็นที่ดินของนิคมสหกรณ์สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากนิคมสหกรณ์สังขละบุรีให้ก่อสร้างวัดแล้ววัดจำเลยที่ 1 ไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในเขตอุทยาน วัดจำเลยที่ 1มีกุฎิเพียง 25 หลัง ซึ่งเป็นกุฏิแบบชั่วคราว ทำด้วยไม้ไผ่ สามารถเคลื่อนย้ายได้ ไม่มีเสาปักลงดิน และจำเลยทั้งสองไม่เคยตัดฟันต้นไม้จำเลยทั้งสองไม่เคยทำความเสียหายตามที่โจทก์อ้าง ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ เพราะวัดจำเลยที่ 1 สร้างมากกว่า 2 ปีแล้วผู้แทนโจทก์ก็รู้เห็น ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยเป็น กรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่ควบคุม ดูแล ทะนุบำรุงป่าและป่าไม้ป้องกันและปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับป่าและป่าไม้ทั่วราชอาณาจักร มีนายพยุง นพสุวรรณ เป็นรองอธิบดี รักษาการแทนอธิบดี ทำหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของโจทก์ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2534 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเขาช้างเผือก ป่าเขาบ่อแร่ ป่าเขาพระฤาษีและป่าห้วยเขยงในท้องที่ตำบลไล่โว่ ตำบลหนองลู ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรีและตำบลชะแบ ตำบลปิล๊อก ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2534 ออกใช้บังคับโดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน2534 เป็นต้นไป ตามสำเนาพระราชกฤษฎีกาและแผนที่แนบท้ายเอกสารหมาย จ.1จำเลยที่ 1 เป็นวัดในพระพุทธศาสนาเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2538 ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการเอกสารหมาย จ.6 โดยจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้ใช้ที่ดินในเขตจัดนิคมสหกรณ์สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ประมาณ60 ไร่ บริเวณหมู่ที่ 4 ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง