คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568
ฎีกาที่ 3885/2568
หลักกฎหมาย
ตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 12 เมื่อคดีนี้ได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ ศาลจึงต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวยาเสพติด พ.ศ. 2534 เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้ว คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 รายการ ตามฟ้อง เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือไม่ หากเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินดังกล่าวก็ต้องตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง ในทางกลับกันหากทรัพย์สินรายการใดฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือโจทก์ทั้งสองได้รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือเป็นการได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ ทรัพย์สินนั้นก็ไม่ต้องตกเป็นของกองทุน จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยวินิจฉัยว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและให้ตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง นั้น เป็นการโต้แย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด แก่โจทก์ทั้งสอง
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 55พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 32พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 12
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 8784, 9771, 14428, 16136, 14547 และ 14429 แก่โจทก์ที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 446 แก่โจทก์ที่ 2 จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วให้งดสืบพยาน และมีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสองยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ทั้งสองเป็นกรณีพิเศษเป็นเงิน 95,000 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ที่ 58/2562 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะจำเลยไม่ได้ยึดหรืออายัดภายใน 2 ปี หลังเกิดเหตุนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ทรัพย์สินที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากการกระทำความผิดให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในกรณีที่ไม่อาจดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยภายใน 2 ปี นับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิดและไม่อาจจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยได้นั้น มิใช่บทบังคับให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินต้องมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดภายใน 2 ปี นับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิดและไม่อาจจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในคดีนี้เหตุเกิดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 แม้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 ให้อายัดทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด ตามรายการที่ 23 ถึงที่ 29 ไม่ได้มีคำสั่งภายใน 2 ปี นับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิด ก็ไม่เป็นเหตุให้คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ที่ 58/2562 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่าทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 รายการ ตามฟ้องมิใช่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายแหม่จิโป๊ะหรือแหม่จิโปะหรือสามหรือศิริพจน์ ผู้ต้องหาในคดีความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดที่หลบหนี แต่เป็นของโจทก์ทั้งสองและเป็นการได้มาทางศีลธรรมอันดี หรือได้มาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือในทางกุศลสาธารณะ ในประเด็นข้อนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด 6 รายการ ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด 1 รายการ ซึ่งมิใช่ทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำเลยมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ชอบ ขอให้คืนที่ดินทั้ง 7 รายการ แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินทั้ง 7 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายแหม่จิโป๊ะ ผู้ต้องหาในคดีความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติด แต่ไม่อาจจับกุมตัวนายแหม่จิโป๊ะและดำเนินคดีได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่กระทำความผิดเกิด ที่ดินทั้ง 7 รายการ จึงตกเป็นของกองทุนตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 12 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานอัยการ และศาล ดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" เมื่อคดีนี้ได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ ศาลจึงต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวยาเสพติด พ.ศ. 2534 เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้ว คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 รายการ ตามฟ้อง เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือไม่ หากเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินดังกล่าวก็ต้องตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง ในทางกลับกันหากทรัพย์สินรายการใดฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง