คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 3895/2555
หลักกฎหมาย
การที่จะถือว่าข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 112 เท่านั้น การที่จำเลยโอนจากการเป็นข้าราชการพลเรือนไปเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว นอกจากนี้ การโอนไปเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นของจำเลยยังคงนับอายุราชการต่อเนื่อง จำเลยไม่อาจขอสละสิทธิที่จะไม่นับอายุราชการต่อเนื่องเพื่อขอรับเงินบำเหน็จได้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ออกจากราชการ แม้ตาม พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 44 จะบัญญัติให้สมาชิกภาพของสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญสิ้นสุดลงเมื่อผู้นั้นออกจากราชการ และมาตรา 45 จะบัญญัติให้สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ฯ เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง และตามมาตรา 3 (เดิม) จะมิได้บัญญัติให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นอยู่ในบทนิยามของคำว่า "ข้าราชการ" อันจะเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวคงมีผลเพียงทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการของจำเลยสิ้นสุดลงอันจะมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ เงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าวซึ่งเป็นเงินที่จ่ายจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 37 เท่านั้น หาได้มีผลทำให้สถานะความเป็นข้าราชการของจำเลยสิ้นสุดลงอันจะทำให้มีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จที่จะต้องจ่ายจากเงินงบประมาณด้วยไม่ แม้โจทก์ทั้งสองจะจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่จำเลยแล้ว แต่เมื่อจำเลยยังไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินบำเหน็จพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดได้
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 318,317.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 298,364.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยคืนเงิน 298,364.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเงินบำเหน็จเพียงผู้เดียว โจทก์ที่ 2 เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 มิได้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ที่ 1 จะเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินบำเหน็จ แต่เงินดังกล่าวมิใช่เป็นของโจทก์ที่ 1 หากแต่เป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่โจทก์ที่ 2 ในฐานะส่วนราชการต้นสังกัดของจำเลยมีหน้าที่ต้องดูแลร่วมกับโจทก์ที่ 1 ให้ส่วนราชการของตนเบิกจ่ายโดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของทางราชการ เมื่อโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบพบว่าการจ่ายเงินบำเหน็จให้จำเลยไม่ถูกต้อง โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจร่วมกันที่จะติดตามเรียกเงินบำเหน็จคืนจากจำเลยแทนแผ่นดินหรือรัฐได้ โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า จำเลยต้องคืนเงินบำเหน็จแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เดิมจำเลยเป็นข้าราชการพลเรือน สิทธิในการรับบำเหน็จบำนาญย่อมเป็นไปตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 6 ซึ่งบัญญัติให้จ่ายบำเหน็จหรือบำนาญเมื่อข้าราชการผู้นั้นออกจากราชการ และการที่จะถือว่าเป็นการออกจากราชการต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 112 ซึ่งบัญญัติให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการเมื่อ (1) ตาย (2) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (3) ลาออก (4) ถูกสั่งให้ออก หรือ (5) ถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก เท่านั้น การที่จำเลยโอนจากการเป็นข้าราชการพลเรือนไปเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2500 มาตรา 30 วรรคห้า ยังบัญญัติให้การโอนข้าราชการไปรับราชการส่วนท้องถิ่นให้นับเวลาราชการของข้าราชการผู้นั้นสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญติดต่อกัน ดังนั้น การโอนไปเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นของจำเลยจึงยังคงนับอายุราชการต่อเนื่อง จำเลยไม่อาจขอสละสิทธิที่จะไม่นับอายุราชการต่อเนื่องเพื่อขอรับเงินบำเหน็จได้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ออกจากราชการอันจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ แม้ตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2534 มาตรา 44 จะบัญญัติให้สมาชิกภาพของสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญสิ้นสุดลงเมื่อผู้นั้นออกจากราชการ และมาตรา 45 จะบัญญัติให้สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ เงินสะสม เงินสมทบ เงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าวเมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง และตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 3 (เดิม) จะมิได้บัญญัติให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นอยู่ในบทนิยามของคำว่า "ข้าราชการ" อันจะเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวคงมีผลเพียงทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการของจำเลยสิ้นสุดลงอันจะมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ เงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าวซึ่งเป็นเงินที่จ่ายจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 37 เท่านั้น หาได้มีผลทำให้สถานะความเป็นข้าราชการของจำเลยสิ้นสุดลงอันจะทำให้มีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จที่จะต้องจ่ายจากเงินงบประมาณด้วยไม่ แม้โจทก์ทั้งสองจะจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่จำเลยแล้ว แต่เมื่อจำเลยยังไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินบำเหน็จพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยคืนเงินบำเหน็จพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้วินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า จำเลยให้การเพียงว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความที่ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 โดยมิได้กล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง