ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549

ฎีกาที่ 3900/2549

หลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโดยมิได้สอบถามข้อเท็จจริงใด ๆ จากคู่ความแล้วพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์จากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องเท่านั้น จึงเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องมิให้ถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 227 ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นไว้ อุทธรณ์ของโจทก์ก็ไม่เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้าม โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ตามมาตรา 24 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 227 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก ท. โจทก์ชำระราคาและเข้าครอบครองตลอดมา แต่ ท. ยังมิได้จดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่ง ท. และทายาทอื่นรวม 4 คน ร่วมกันรับมรดกมาจาก อ. เจ้ามรดก ต่อมา ม. ทายาทคนหนึ่งของ อ. จดทะเบียนให้จำเลยเข้าร่วมเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในส่วนของตน และที่ดินดังกล่าวได้ออกเป็นโฉนดที่ดิน ที่ดินที่จำเลยได้รับมาจากการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมนั้นรวมที่ดินพิพาทกับที่ดินอื่นอีกส่วนหนึ่งที่จำเลยได้รับสิทธิมาจาก ม. ต่อมา ท. ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงมาฟ้องจำเลย ดังนี้ หากโจทก์ได้รับความเสียหายเพราะ ท. ไม่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ชอบที่จะว่ากล่าวเอากับ ท. หรือทายาทของ ท. หรือหากโจทก์เห็นว่าสิทธิของโจทก์ถูกกระทบกระเทือนอันเนื่องมาจากมีการออกโฉนดที่ดินและแบ่งแยกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาทที่โจทก์ครอบครองก็ชอบที่จะฟ้องผู้เกี่ยวข้องเพื่อขอให้เพิกถอนการกระทำดังกล่าว แต่โจทก์จะมาฟ้องเพื่อขอให้จดทะเบียนแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนที่เป็นที่ดินพิพาทให้แก่โจท์หาได้ไม่ เพราะจำเลยไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมหรือสัญญาใด ๆ ที่จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์ได้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์และจำเลยฎีกาต่อมาเป็นการอุทธรณ์และฎีกาตามมาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 1 งาน 40 ตารางวา เดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 194 หมู่ที่ 3 ตำบลสามเรือน อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ 2 งาน 73 ตารางวา ซึ่งนายเอก สุขสำราญ เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เมื่อนายเอกถึงแก่ความตาย นายเทิ้ม สุขสำราญ นายทิพย์ สุขสำราญ นางประทีป สาดเพ็ง และนางสุทิน ทองมอญ ทายาทของนายเอกตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกและต่างครอบครองทำกินในที่ดินดังกล่าวเป็นสัดส่วน โดยนายทิพย์ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกและที่ดินด้านทิศตะวันตกอีกส่วนหนึ่ง เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 นายทิพย์ตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 25,000 บาท วันทำสัญญานายทิพย์ได้รับเงินค่าที่ดินจากโจทก์ครบถ้วนและได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว และตกลงจะไปจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินให้แก่โจทก์หลังจากจดทะเบียนรับโอนมรดกจากนายเอก โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2541 นายเทิ้มในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเอกได้จดทะเบียนโอนมรดกใส่ชื่อนายเทิ้ม นายทิพย์ นางประทีป และนางสุทินเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินร่วมกัน โจทก์ทวงถามให้นายทิพย์จดทะเบียนโอนและแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่นายทิพย์ขอผัดผ่อนเรื่อยมาจนกระทั่งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2544 หลังจากนั้นโจทก์จึงทราบว่าในปี 2541 ทายาทของนายเอกได้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวทั้งแปลงไปดำเนินการออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 21932 ตำบลสามเรือน อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 29 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ซึ่งมีชื่อจำเลยเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมด้วย และในวันที่ 21 ธันวาคม 2541 มีการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ปรากฏว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 21944 ตำบลสามเรือน อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ 2 งาน 49 ตารางวา ซึ่งจำเลยได้รับมาจากการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมนั้นเป็นที่ดินพิพาทรวมกับที่ดินอีกส่วนหนึ่งที่จำเลยได้รับสิทธิมาจากนายเทิ้มเมื่อครั้งที่ดินทั้งแปลงยังมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์จึงทวงถามให้จำเลยจดทะเบียนโอนและแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21944 ส่วนที่เป็นที่ดินพิพาท เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 40 ตารางวา ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยขอผัดผ่อนแล้วในที่สุดก็เพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21944 ตำบลสามเรือน อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเนื้อที่ 1 งาน 40 ตารางวา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า จำเลยได้รับสิทธิในที่ดินมาจากนายเทิ้ม สุขสำราญ มิใช่นายทิพย์ สุขสำราญ จำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์หรือความผูกพันตามสัญญาที่จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21944 ให้แก่โจทก์ ขณะโจทก์ซื้อที่ดินจากนายทิพย์เมื่อปี 2540 นายทิพย์ยังไม่มีชื่อเป็นผู้ถือสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นายทิพย์เพิ่งรับโอนมรดกเมื่อปี 2541 ที่ดินที่นายทิพย์ขายให้แก่โจทก์จึงอาจเป็นคนละแปลงกัน และขณะเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดเพื่อแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 21932 ออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 21944 โจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน แสดงว่าโจทก์มิได้ครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21944 ให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง วันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องและคำให้การแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยาน และนัดฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อคำพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์อุทธรณ์โดยมิได้ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยแล้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3900/2549 · ทนอย Thanoy