คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563
ฎีกาที่ 3916/2563
หลักกฎหมาย
แม้จะได้ความว่าก่อนตาย พ. ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ซึ่งเดิมเป็นที่ดิน น.ค. 3 เล่มที่ 17 เลขที่ 805 ที่ 18/2524 ให้แก่ บ. ก็ตาม แต่ขณะนั้นที่ดินพิพาทยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 จึงยังเป็นที่ดินของรัฐ การทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่ บ. มิใช่การตกทอดโดยทางมรดก จึงขัดกับ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตามการที่ พ. ได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน พ. จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งสิทธิดังกล่าวถือเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง ย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรมของ พ. ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าหลังจาก พ. ถึงแก่ความตาย ทายาทของ พ. ได้ตกลงให้ใส่ชื่อ บ. ในหนังสือแสดงการทำประโยชน์ และการที่ได้มีการออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อของ บ. เป็นกรณีที่ทายาทของ พ. ให้ บ. ดำเนินการตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่เป็นส่วนของจำเลยและบุตรของ พ. คนอื่นรวมอยู่ด้วย บ. เป็นแต่เพียงมีชื่อในโฉนดแทนบุตรคนอื่นเท่านั้น บ. ไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่ อ. อ. จึงไม่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในที่ดินพิพาท สิทธิของโจทก์ผู้รับโอนต่อมาก็คงมีสิทธิในทำนองเดียวกัน
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ส่วนทางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 5 ไร่ 31 ตารางวา ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 225,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้จำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนทางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 5 ไร่ ให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่จำเลย กับห้ามโจทก์และบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินส่วนที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ดังกล่าว โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 1,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในศาลชั้นต้น และในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายบุญเหลือ นายโบพัฒน์ นายพิทักษ์ นายวิทยา จำเลย และนางอุไร เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เดิมนางเพียน มารดาเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ต่อมานางเพียนถึงแก่ความตายเมื่อปี 2536 หลังจากนั้นนายบุญเหลือได้นำที่ดินไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นโฉนดเลขที่ 20218 เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวา โดยโฉนดที่ดินดังกล่าวออกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 และมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในเวลา 5 ปี ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนทางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 5 ไร่ 31 ตารางวา ตั้งแต่ก่อนออกโฉนดที่ดิน และเมื่อปี 2557 จำเลยฟ้องนายบุญเหลือขอแบ่งมรดกที่ดินพิพาทปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 100/2557 ของศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณา นายบุญเหลือถึงแก่ความตาย คดีดังกล่าวมีนางอุไรเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญเหลือเข้าเป็นคู่ความแทน ต่อมาจำเลยขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว และนางอุไรได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทเป็นของนางอุไร ครั้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2558 นางอุไรทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ในราคา 1,000,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ขับไล่ รื้อถอน และเรียกค่าเสียหายเอาแก่จำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เกี่ยวกับความเป็นมาของที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือนี้ ได้ความว่าเดิมเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยปรากฏตามคำเบิกความของนางอุไร ในคดีหมายเลขดำที่ 88/2559 คดีหมายเลขแดงที่ 121/2560 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ที่ 1 นายวิทยาเป็นโจทก์ที่ 2 ฟ้องนางอุไร เป็นจำเลยที่ 1 โจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 เรื่องเพิกถอนการฉ้อฉล ฯลฯ นางอุไรเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 เดิมเป็นที่ดิน น.ค. 3 เป็นของนางเพียน มารดา ซึ่งซื้อมาด้วยเงินของนางเพียน ขณะนั้นนางอุไร จำเลยคดีนี้ และนายวิทยาอายุประมาณ 11 ถึง 14 ปี นางอุไรและพี่น้องรวมถึงจำเลยคดีนี้และนายวิทยาได้ร่วมกันปรับปรุงที่ดินเพื่อทำกินและปลูกต้นไม้ลงไว้ในที่ดิน จำได้ว่ามีมะพร้าว ต้นสน และกล้วย ซึ่งยังคงอยู่ในที่ดินจนถึงปัจจุบัน และเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า ภายหลังที่ซื้อที่ดินมา บิดามารดาจำเลยคดีนี้ นายวิทยา และนางอุไร ช่วยกันหักร้างถางพง แต่ขณะนั้นนางอุไรอายุยังน้อย คงช่วยเหลือเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ผู้ที่หักร้างถางพงและทำประโยชน์ในที่ดินเป็นบิดามารดาและนายวิทยา จำเลยคดีนี้ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังเป็นอย่างอื่นโดยชัดเจน เมื่อคำนึงถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา ขนาด สภาพของต้นมะพร้าวที่ถูกจำเลยตัดฟันในคดีนี้ คำเบิกความของนางอุไรมีส่วนให้รับฟังได้ นางอุไรเป็นน้องคนสุดท้อง ส่วนจำเลยเป็นน้องคนรองสุดท้อง อยู่ถัด ๆ กันไป หากการหักร้างถางพง นางอุไรช่วยเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ จำเลยก็คงช่วยได้ไม่มาก ไม่แตกต่างไปจากนางอุไรมากนัก เรื่องช่วยกันหักร้างถางพงคงเป็นเรื่องพ่อแม่และลูก ๆ ช่วยกันทำ ส่วนเงินที่ซ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง