คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 3925/2539
หลักกฎหมาย
จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยโจทก์ไม่มีสิทธิมอบอำนาจให้ทนายความทำหนังสือแจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทและตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างพ.กับจำเลยระบุว่าคู่สัญญาจะต้องไปจดทะเบียนซื้อขายที่ดินในวันที่19สิงหาคม2535เมื่อถึงกำหนดนัดพ. ไม่ไปตามนัดจึงเป็นฝ่ายผิดนัดคำให้การดังกล่าวเป็นการปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดนัดดังนั้นที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่จึงเป็นการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทที่มิได้ผิดจากข้อเท็จจริงในสำนวน ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทตรงประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การแม้จะไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทตามที่จำเลยฎีกาก็ตามแต่เมื่อจำเลยไม่ได้คัดค้านภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นสั่งกำหนดประเด็นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา183วรรคสี่ถือว่าจำเลยสละประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวแล้ว ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสัญญาระหว่างพ. กับจำเลยกำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่19สิงหาคม2535พ. ถึงแก่ความตายก่อนวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ดังนั้นสิทธิการรับโอนกรรมสิทธิ์และหน้าที่การชำระเงินที่เหลือของที่ดินและบ้านพิพาทตามสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวย่อมเป็นกองมรดกของพ. ผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1600การเรียกร้องสิทธิของจำเลยในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกต้องบังคับต่อทายาทหรือผู้จัดการมรดกการที่จำเลยมีหนังสือนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทแจ้งให้พ.ไปดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามสัญญาหลังจากพ. ถึงแก่ความตายแล้วจึงย่อมไม่มีผลบังคับสัญญาจะซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทจึงยังมีผลผูกพันกันอยู่ระหว่างจำเลยกับทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แม้โจทก์จะไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆกับจำเลยแต่โจทก์ก็ดำเนินการในฐานะผู้จัดการมรดกของพ.โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยในฐานะคู่สัญญากับพ. ปฏิบัติตามสัญญาได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกนางสาวพนิดา ยานะผู้ตายตามคำสั่งศาล เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2535 โจทก์ได้รับหนังสือบอกกล่าวจากนายอดิศักดิ์ โทวระ ผู้รับมอบอำนาจของจำเลยส่งถึงผู้ตาย แจ้งให้นำเงินไปชำระจำนวน500,000 บาท และให้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านในวันที่ 28 สิงหาคม 2535 ณสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองแขม โจทก์พยายามติดต่ออยู่รับมอบอำนาจจำเลย เพื่อขอทราบเรื่องราวและแจ้งถึงการตายของผู้ตาย แต่ไม่สามารถติดต่อได้ โจทก์จึงไปขอตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขาหนองแขม ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2534ผู้ตาย ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดิน 60 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 74360 เลขที่ 3756 ตำบลบางแค(บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานครพร้อมบ้านเลขที่ 5/12 บนที่ดินดังกล่าวจากจำเลยราคา3,000,000 บาท กำหนดโอนภายใน 1 ปี จำเลยได้รับเงินไปแล้ว 2,500,000 บาท ผู้ตายได้เสียชีวิตก่อนกำหนดโอนโดยไม่มีทายาทคนใดรู้ถึงความผูกพันตามสัญญาจะซื้อขายฉะนั้น สิทธิตามสัญญาจะซื้อขายจึงเป็นทรัพย์สินกองมรดกของผู้ตาย โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือนัดให้จำเลยไปพบ ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองแขมในวันที่ 11 กันยายน 2535 เวลา 13 นาฬิกา เพื่อทำความตกลงและชำระเงินจำนวน 500,000 บาทและให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านตามสัญญาให้เป็นชื่อของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก ครั้นถึงวันนัด โจทก์ได้เตรียมเงินสดจำนวน 500,000 บาท ไปรอจำเลยตามนัดจนถึงเวลา16.30 นาฬิกา จำเลยไม่ไป ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียม ค่าภาษีและค่าใช้จ่ายในการโอนทั้งสิ้นหากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยและให้จำเลยรับชำระราคาที่ดินและบ้านที่เหลือตามสัญญาจะซื้อขายจำนวน500,000 บาท ด้วย จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวพนิดา ยานะหรือไม่ จำเลยไม่รับรอง โจทก์เป็นบุคคลภายนอกไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยและไม่มีสิทธิมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนนิติกรรมกับโจทก์ สัญญาจะซื้อขายที่ดินระหว่างนางสาวพนิดากับจำเลยในข้อที่ 1 มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า คู่สัญญาจะต้องไปจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดินกันณ สำนักงานที่ดินในวันที่ 19 สิงหาคม 2535 เมื่อถึงวันนัดนางสาวพนิดามิได้ไปสำนักงานที่ดินจำเลยรออยู่จนเวลา16.30 นาฬิกา ถือว่า นางสาวพนิดาเป็นฝ่ายผิดนัดจำเลยมีสิทธิริบเงินมัดจำ นางสาวพนิดาจะถึงแก่ความตายจริงหรือไม่จำเลยไม่รับรองสิทธิในสัญญาดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่สัญญา โจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 74360 ตำบลบางแคเหนือ (บางเชือกหนังฝั่งใต้)อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 60 ตารางวาพร้อมบ้านเลขที่ 5/12 หมู่ที่ 5 แขวงบางแคเหนือ เขตภาษีเจริญกรุงเทพมหานคร เป็นชื่อของโจทก์ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวพนิดา ยานะ ผู้ตาย ให้จำเลยรับเงินค่าที่ดินอีก500,000 บาท และเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียม ค่าภาษีและค่าใช้จ่าย หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยแทน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทในข้อ 2 ว่า "จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่" ผิดจากข้อเท็จจริงในสำนวนหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าจำเลยได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาใด ๆ กับโจทก์จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นน่าจะชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า "โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาต่อกันหรือไม่" แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้ชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว กลับรวบรัดชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทในข้อ 2 ว่า "จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่" เช่นนี้เป็นการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทผิดจากข้อเท็จจริงในสำนวน จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 นั้น เห็นว่าจำเลยให้การในข้อ ก. และ ข. ว่าโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิมอบอำนาจให้ทนายความทำหนังสือแจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาท และตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนางสาวพนิดา ยานะ กับจำเลยข้อ 1 ระบุว่า คู่สัญญาจะต้องไปจดทะเบียนซื้อขายที่ดินในวันที่ 19 สิงหาคม 2535 เมื่อถึงกำหนดนัด นางสาวพนิดาไม่ไปตามนัดจึงเป็นฝ่ายผิดนัดคำให้การดังกล่าวเป็นการปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดนัด ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า "จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่" จึงเป็นการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทที่มิได้ผิดจากข้อ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง