คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 3932/2539
หลักกฎหมาย
แม้ตามคำฟ้องจะไม่ได้กล่าวถึงที่ดินโฉนดเลขที่11114ถึง11117รวม4โฉนดแต่โจทก์ก็ได้กล่าวในคำฟ้องว่าเมื่อปี2511จำเลยที่1ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่7496ได้จดทะเบียนเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของป. เพื่อให้รถบรรทุกเข้าออกจากโรงสีสู่ถนนสรรประศาสน์มากว่า10ปีป. ได้ทำทางภารจำยอมเป็นถนนมีความกว้าง5ถึง6เมตรต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่7496ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น4โฉนดโดยมีจำเลยที่2ถึงที่5เป็นผู้รับโอนมาครั้นต่อมาเดือนพฤษภาคม2531จำเลยทั้งห้าร่วมกันปักเสาปูนเข้าไปในทางทำให้ทางแคบลงเหลือความกว้างเพียง3เมตรโจทก์ไม่สามารถนำรถบรรทุกขนข้าวเปลือกได้จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าถอนเสาปูนออกไปห้ามมิให้จำเลยทั้งห้ากระทำการใดๆอันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์ของภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่7496มีเนื้อที่2ไร่ต่อมาได้ทำการแบ่งเป็นแปลงย่อยอีก4แปลงคือแปลงโฉนดเลขที่11114ถึง11117รวม4โฉนดและตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่2ถึงที่5คนละแปลงส่วนโฉนดเดิมคงเหลือเนื้อที่91ตารางวาโดยมีความกว้าง3เมตรยาว125เมตรและได้จดทะเบียนเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของป. ทั้งตามคำขอของโจทก์ขอบังคับมิให้จำเลยทั้งห้ากระทำการใดๆอันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์ของภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกดังนี้ตามคำฟ้องพอเข้าใจได้ว่าโจทก์มุ่งประสงค์ให้ที่ดินโฉนดเลขที่11114ถึง11117รวม4โฉนดซึ่งถูกแบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่7496และมีชื่อจำเลยที่2ถึงที่4เป็นเจ้าของตกเป็นทางภารจำยอมโดยมีความกว้าง5ถึง6เมตรยาว125เมตรซึ่งมีความกว้างเกินกว่าที่จดทะเบียนไว้2ถึง3เมตรตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยอายุความด้วย การได้สิทธิในทางภารจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1401ประกอบมาตรา1382นั้นจะต้องเป็นกรณีที่โจทก์ได้ใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งห้าโดยปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินเพื่อให้ได้ทางภารจำยอมแต่การที่โจทก์ใช้ทางล้ำออกไปมากกว่าที่ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินนั้นถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยความยินยอมของเจ้าของที่ดินโดยปริยายมิใช่เป็นการใช้สิทธิในทางพิพาทโดยการกระทำที่เป็นปรปักษ์ต่อจำเลยทั้งห้าแม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทมานานเพียงใดโจทก์ก็ไม่อาจอ้างว่าได้สิทธิภารจำยอมในทางพิพาทตามบทกฎหมายดังกล่าวประกอบกับโจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางสำหรับรถบรรทุกขนาดเล็กและขนาดใหญ่บรรทุกข้าวจากโรงสีของโจทก์อันเป็นการใช้ทางพิพาทเพื่อประโยชน์แก่การค้าของโจทก์มิใช่เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยตรงเมื่อจำเลยที่1จดทะเบียนภารจำยอมมีความกว้างเพียง3เมตรโจทก์จะใช้ทางพิพาทเพื่อประโยชน์แก่การค้าของโจทก์มากกว่า3เมตรผิดไปจากที่จดทะเบียนไว้โดยจำเลยที่1มิได้ยินยอมด้วยไม่ได้อีกทั้งการที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันปักเสาปูนลงในทางพิพาทด้านที่ติดกับที่ดินของโจทก์ทำให้ทางภารจำยอมเหลือความกว้างอยู่เพียง3เมตรนั้นแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งห้ามิได้กระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์ของภารจำยอมที่จำเลยที่1จดทะเบียนไว้ลดหรือเสื่อมความสะดวกไปโจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนเสาปูนที่ปักไว้และเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งห้าไม่ได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4936, 4937และ 11118 ตำบลหน้าเมือง (บ้านใหม่) อำเภอเมืองฉะเชิงเทราจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันและเดิมใช้เป็นที่ตั้งของโรงสีข้าวจิตติพล โดยโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่4936 มาจากบริษัทสหะทุนไทย จำกัด เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2521และซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4937 กับโฉนดเลขที่ 11118 มาจากนายปรีชา เปรมศิลป์ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2522 เมื่อปี 2511ขณะที่ที่ดินโฉนดเลขที่ 7496 ตำบลหน้าเมือง (บ้านใหม่)อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ยังเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวและที่ดินโฉนดเลขที่ 4936 กับ 11118 ยังเป็นของนายปรีชา เปรมศิลป์ จำเลยที่ 1ได้จดทะเบียนภารจำยอมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7496 ตกอยู่ภายใต้บังคับภารจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 4936 และ 11118 โดยยอมให้นายปรีชาเจ้าของที่ดินดังกล่าวใช้รถบรรทุกผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 7496 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสรรประศาสน์ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 จึงได้มีการใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นทางสำหรับรถบรรทุกทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ขนข้าวผ่านเข้าออกไปยังโรงสีข้าวในที่ดินโฉนดเลขที่ 4936, 4937 และ 11118 เป็นความกว้างประมาณ5-6 เมตร ยาวตลอดแนวเรื่อยมา จนกระทั่งปัจจุบันนับเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นทางภารจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 4936, 4937 และ 11118 โดยอายุความอีกสถานหนึ่งเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2531 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 7496 มาจากจำเลยที่ 1 บางส่วนได้ร่วมกันปักเสาปูนสี่เหลี่ยมขนาด 5x5 นิ้วฟุต สูงประมาณ 1 เมตร จำนวน 1 ต้นลงในทางภารจำยอมดังกล่าว ด้านติดกับที่ดินของโจทก์ ทำให้ทางภารจำยอมเหลือความกว้างอยู่เพียงประมาณ 3 เมตร เพื่อกีดขวางไม่ให้รถบรรทุกข้าวผ่านเข้าออกไปยังโรงสีข้าวในที่ดินของโจทก์ได้อย่างสะดวก จากนั้นจำเลยทั้งห้าได้ส่งคนมาข่มขู่ให้โจทก์จ่ายค่าผ่านทางให้เป็นรายเดือน มิฉะนั้นจะปักเสาลักษณะเดียวกันลงในทางภารจำยอมให้ตลอดแนว โจทก์เห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องจึงได้ขอให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนเสาดังกล่าวออกไป แต่จำเลยทั้งห้าไม่กระทำตาม วันที่ 17 กันยายน 2531 จำเลยทั้งห้ากลับนำเสาปักในลักษณะเดียวกันอีกจนตลอดความยาวของทางภารจำยอมเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถนำรถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถเทรเล่อร์ที่โจทก์เคยใช้บรรทุกข้าวอยู่ตามปกติผ่านเข้าออกได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายวันละ 2,000 บาท นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 13 วันคิดเป็นเงิน 26,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารื้อถอนเสาปูนที่ปักไว้ออกจากทางภารจำยอม และปรับฟื้นผิวทางให้กลับคืนสภาพเดิมห้ามไม่ให้กระทำการใด ๆ อันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งทางภารจำยอมของโจทก์ลดไปหรือเสื่อมความสะดวก กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 26,000 บาท และค่าเสียหายอีกวันละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะถอนเสาที่ปักไว้ทั้งหมดออกจากทางภารจำยอม จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7496 ตกอยู่ภายใต้ทางภารจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 4936 และ 11118 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 จริงแต่จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชอบในสิทธิดังกล่าวต่อไป ทางภารจำยอมที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้นายปรีชาไว้นั้นมีความกว้างเพียง3 เมตร ซึ่งนายปรีชาได้จัดทำเป็นถนนลูกรังขึ้นแต่ไม่สามารถจะทำให้เป็นถนนที่มีผิวการจราจรกว้างเต็มเนื้อที่ 3 เมตรได้เพราะหากเต็ม 3 เมตร ดินลูกรังที่นำมาถมไว้ด้านนอกริมเขตแดนจะไหลลื่นสูญหายไปหมด นายปรีชาจึงถมดินลูกรังไว้เฉพาะด้านในที่ติดกับที่ดินของจำเลยส่วนอื่น แล้วใช้เป็นถนนสัญจรไปมามีผิวการจราจรกว้างไม่ถึง 3 เมตรเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2512 โดยจำเลยได้นำเสามาปักกั้นเป็นแนวเขตแดนไว้ตั้งแต่นั้น ไม่ใช่ว่าจำเลยเพิ่งจะนำเสามาปักไว้ในภายหลัง เพียงแต่ว่าเมื่อเสาต้นใดถูกรถของโจทก์ชนหักไปจำเลยก็จะนำเสาต้นใหม่มาปักแทนไว้เท่านั้น นายปรีชาและโจทก์ไม่เคยใช้ทางดังกล่าวจนมีขนาดกว้าง 5-6 เมตรมาก่อนโจทก์เพิ่งจะนำรถบรรทุกขนาดใหญ่ รถเทรเล่อร์ และรถบรรทุกพ่วงท้ายมาใช้ขนข้าวเข้าออกเมื่อปี 2530 จึงไม่อาจอ้างว่าได้สิทธิทางภารจำยอมกว้าง 5-6 เมตร โดยอายุความได้ เสาที่จำเลยปักไว้ไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในเขตทางภารจำยอมไม่ทำให้ประโยชน์ในการใช้ทางภารจำยอมของโจทก์ลดลงหรือเสื่อมความสะดวกโจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4937 ของโจทก์เข้ามาเกี่ยวข้องกับทางภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 7496 ของจำเลยที่ 2 อย่างไรและตั้งแต่เมื่อไรจึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมทางภารจำยอมที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้นายปรีชาไว้มีความกว้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง