คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 394/2544
หลักกฎหมาย
สำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นซึ่งทำปลอมขึ้นโดยระบุให้จำเลยผู้เดียวมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทเป็นหลักฐานเพื่อระงับสิทธิของโจทก์ร่วม ในการร่วมลงลายมือชื่อผูกพันบริษัท จึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9) คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท เป็นเพียงเอกสารที่แจ้งความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขให้ตามรายการที่ขอและหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารที่บุคคลหนึ่งระบุมอบหมายให้บุคคลอีกคนหนึ่งมีอำนาจทำกิจการใดแทนตนเท่านั้น เอกสารทั้งสองฉบับมิใช่หลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ จึงมิใช่เอกสารสิทธิ จำเลยยื่นเอกสารปลอม 3 ฉบับ ประกอบกันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขจำนวนกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหาการปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่น ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และนางสาวอนงค์ คงเผ่าพงษ์ ผู้เสียหายเป็นกรรมการของบริษัทเค.ที.บิสเน็ซ เซ็นเตอร์ ไลน์ จำกัด มีจำเลยที่ 1และผู้เสียหายลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้ จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 3 คน ที่หลบหนีได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2536เวลากลางวัน ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2536 เวลากลางวันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันปลอมสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2536 ของบริษัทเค.ที. บิสเน็ซ เซ็นเตอร์ ไลน์ จำกัดซึ่งเป็นเอกสารสิทธิขึ้นทั้งฉบับว่า ที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ กำหนดจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งจะลงชื่อผูกพันบริษัทได้ คือ นายกิตติ สุภิมล(จำเลยที่ 1) ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท ความจริงแล้วไม่มีการประชุมและไม่มีรายงานการประชุม ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 26กุมภาพันธ์ 2536 ขึ้นทั้งฉบับว่า บริษัทเค.ที.บิสเน็ซ เซ็นเตอร์ ไลน์ จำกัดมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มายื่นขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร และร่วมกันปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายลงในช่องผู้มอบอำนาจ ซึ่งเป็นความเท็จเพราะความจริงแล้วผู้เสียหายมิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ยื่นขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันปลอมคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 โดยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหาย ลงในช่องผู้ขอจดทะเบียนกรรมการผู้มีอำนาจผูกพันบริษัทซึ่งเป็นความเท็จเพราะความจริงแล้วผู้เสียหายมิได้ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนดังกล่าวอันเป็นหลักฐานก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการ และเมื่อระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2536 เวลากลางวันถึงวันที่ 9 มีนาคม 2536 เวลากลางวัน วันใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันนำเอกสารปลอม คือ สำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2536 หนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์2536 และคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 ไปใช้และอ้างแสดงต่อนางสาวอุษาน้าวานิช เจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนและออกหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนและบริษัท และต่อนายบรรจง ฤกษ์ปิยะทรัพย์ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมทะเบียนการค้า จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนและนายทะเบียนหลงเชื่อว่า เป็นเอกสารที่แท้จริงจึงได้จดทะเบียนแก้ไขอำนาจกรรมการเป็นให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทกระทำการแทนบริษัทได้เพียงคนเดียว การกระทำของจำเลยกับพวกในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย นางสาวอุษา น้าวานิช และนายบรรจง ฤกษ์ปิยะทรัพย์ พนักงานเจ้าหน้าที่กรมทะเบียนการค้าและประชาชนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 264, 265, 268 และริบเอกสารปลอมของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาวอนงค์ คงเผ่าพงษ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ตามอัตราโทษในมาตรา 265(ที่ถูกมาตรา 83, 265, 268 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคหนึ่งประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง) ลงโทษจำคุกคนละ2 ปี ริบเอกสารปลอมของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 (ที่ถูกมาตรา 83, 268 วรรคหนึ่งประกอบด้วยมาตรา 265) แต่เพียงกระทงเดียว จำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาทโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าบริษัทเค.ที.บิสเน็ซ เซ็นเตอร์ ไลน์ จำกัด ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2535 โดยทุนจดทะเบียนกำหนดไว้เป็นเงินจำนวนหนึ่งล้านบาท กรรมการของบริษัทคือโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้ ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เอกสารหมาย จ.1 เมื่อเดือนมีนาคม 2536 จำเลยที่ 2 ดำเนินการขอจดทะเบียนแก้ไขจำนวนกรรมการซึ่ง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง