คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 3959/2545
หลักกฎหมาย
พฤติกรรมของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่เข้าเป็นตัวการในการทำสัญญาขนส่งกับผู้ส่งด้วยตนเองในการจัดการขนส่งต่อเนื่องจากลานวางตู้สินค้าท่าเรือแหลมฉบังจนถึงลานวางตู้สินค้าท่าเรือซานเตา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น เข้าลักษณะเป็นผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3 ที่บัญญัติไว้ว่า"ผู้ขนส่ง" หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบการรับขนของทางทะเล เพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติโดยทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่ามีการขนส่งหลายช่วง และจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้เป็นผู้ขนส่งช่วงสุดท้ายแต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ขนส่งก็ต้องรับผิดเพื่อการกระทำของผู้ขนส่งอื่น ตามพระราชบัญญัติรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 43 หากผู้ขนส่งอื่นประพฤติผิดสัญญาขนส่ง เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ขนส่งอื่นมอบสินค้าที่ขนส่งให้แก่จำเลยที่ 1โดยไม่ได้เวนคืนใบตราส่งอันเป็นการประพฤติผิดบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3 และ 28 เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับชำระราคาสินค้าที่ขนส่ง จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นในเที่ยวที่ตนรับขนส่งแก่โจทก์นับแต่วันผิดสัญญาเป็นต้นไป
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 3พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 28พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 43
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้คำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน23,814.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน23,325,144.15 บาท ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมชำระเงินจำนวน 13,762,808.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 13,480,276.25 บาท ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ร่วมชำระเงินจำนวน 10,051,205.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 9,844,867.90 บาท ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ประกอบกิจการเป็นตัวแทนเรือของบริษัทแปซิฟิกบริดจ์ เซอร์วิสเซส จำกัด เรียกชื่อย่อว่า บริษัทพีบีเอส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจขนส่งทางทะเล มีสำนักงานอยู่ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นผู้ขนส่งสินค้าตามคำฟ้อง ก่อนการขนส่งสินค้าเที่ยวที่เกิดเหตุคดีนี้ โจทก์ว่าจ้างบริษัทพีบีเอส จำกัด ให้ขนส่งสินค้าในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว 10 เที่ยว ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของบริษัทพีบีเอส จำกัด ในการประสานงานกับโจทก์สำหรับกิจการที่ต้องทำในประเทศไทย การขนส่งสินค้าทั้งสิบเที่ยวดังกล่าว บริษัทพีบีเอส จำกัดปล่อยสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีการเวนคืนใบตราส่งและเอกสารการขนส่งซึ่งเป็นแนวการปฏิบัติของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง บริษัทพีบีเอส จำกัด และจำเลยที่ 3 จึงมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ความเสียหายของโจทก์เป็นเงินจำนวนไม่ถึง 13,762,808.07 บาท เพราะจำเลยที่ 2 เคยติดต่อขอชำระเงินค่าสินค้าแก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับเพื่อใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งมีภูมิลำเนาในประเทศไทยขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 4 ทำการขนส่งสินค้าตามคำฟ้อง หากแต่เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 4 ได้รับการติดต่อจากบริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด ให้ทำการส่งสินค้าตามคำฟ้องจากท่าเรือแหลมฉบังไปให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ท่าเรือฮ่องกง จำเลยที่ 4 มีหน้าที่เพียงจองระวางเรือเพื่อการขนส่งระหว่างท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือฮ่องกงและออกใบตราส่งให้โจทก์เป็นหลักฐานระบุการขนส่งจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือซานเตา โดยมีจำเลยที่ 2เป็นผู้รับตราส่ง มีหน้าที่ต้องจัดส่งสินค้าต่อไปยังจุดหมายปลายทาง ณ เมืองซานเตาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน การออกใบปล่อยสินค้าเพื่อให้ผู้รับตราส่งไปรับสินค้าจากเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือซานเตาไม่อยู่ในอำนาจและความรับผิดของจำเลยที่ 4 ก่อนการขนส่งสินค้าเที่ยวที่เกิดเหตุคดีนี้ โจทก์ว่าจ้างบริษัทพีบีเอส จำกัด ให้ขนส่งสินค้าในลักษณะและวิธีเดียวกันให้แก่จำเลยที่ 2 มาแล้ว 10 เที่ยว ซึ่งมีการปล่อยสินค้าโดยไม่มีใบตราส่ง ปกติทางการค้าของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 2 รับสินค้าไปก่อนแล้วชำระเงินภายหลังจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์มิได้รับความเสียหายเป็นเงินถึงจำนวน10,051,205.54 บาท เพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยติดต่อชำระเงินค่าสินค้าแก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับเพื่อจะใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ 4 ซึ่งมีภูมิลำเนาในประเทศไทยขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 10,189,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 9,980,276 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 ตุลาคม 2540)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 150,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นตามที่โจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่โต้แย้งกันว่า เมื่อวันเวลาตามคำฟ้อง โจทก์ทำสัญญาขายแผ่นฟิล์มหุ้มบรรจุภัณฑ์หลายชนิดให้แก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ว่าจ้างผู้ขนส่งให้ส่งสินค้าดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 1 โดยการขนส่งทางทะเลด้วยเรือหมิง-แชมเปี้ยน เรือกัวฉิม และเรือกังเจนเมื่อส่งสินค้าไปถึงปลายทาง มีผู้รับสินค้าไปโดยไม่มีการเวนคืนใบตราส่งให้แก่ผู้ขนส่งทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระค่าสินค้า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวทางทะเลหรือไม่ โจทก์มีนายวัลลภคุญานุกรกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์เป็นพยานเบิกความป
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง