คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564
ฎีกาที่ 3965/2564
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ตั้งแต่งวดที่ 14 เป็นต้นมา 3 งวดติดกัน เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับหนังสือ แม้ปรากฏว่าการส่งหนังสือบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับส่งให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มารับภายในกำหนด แต่กรณีนี้ในข้อสัญญาเช่าซื้อถือว่าได้มีการส่งคำบอกกล่าวชอบแล้ว เมื่อเนื้อความในหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญาของโจทก์เป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 10 (ก) ที่ข้อสัญญามีข้อความครบถ้วนที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2555 ข้อ 4 (4) ที่ประกาศนี้กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อสัญญานี้จึงส่งผลให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อก่อนกำหนดเวลา 30 วันได้ และในทางกลับกันจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อยังมีสิทธิชำระค่าเช่าซื้อตามหนังสือบอกกล่าวได้ภายใน 30 วัน ตามหนังสือบอกกล่าวเพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อไม่รอเวลาให้ครบ 30 วัน ตามหนังสือบอกกล่าว จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โดยไม่มีข้อพิพาทหรือโต้แย้งมีผลเท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าจะไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายในกำหนดแน่นอน และไม่ประสงค์จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เพื่อให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะเหตุที่โจทก์บอกกล่าวเลิกสัญญาให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบแล้ว ทั้งถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อ 12 ที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ ก็ได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา ตามข้อสัญญา
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 33,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ไปจากโจทก์ในราคา 851,214.96 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 11,822.43 บาท กับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 827.57 บาท รวม 72 งวด กำหนดชำระภายในวันที่ 1 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 สิงหาคม 2556 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 13 งวด และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างและค่าปรับชำระหนี้ล่าช้าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา โดยส่งทางไปรษณีย์ไปยังที่อยู่ตามที่ให้ไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่ส่งหนังสือดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เนื่องจากไม่มารับภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่โจทก์จากนั้นโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 27 เมษายน 2558 ถึงจำเลยทั้งสองให้ใช้สิทธิซื้อรถยนต์คืนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากเพิกเฉยจะนำรถยนต์ออกประมูลขาย แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย วันที่ 21 พฤษภาคม 2558 โจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวออกประมูลขายได้ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 535,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดราคาเป็นเงิน 72,000 บาท ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 33,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ปัญหาเรื่องค่าขาดประโยชน์ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าว แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ก่อนครบกำหนดเวลาในหนังสือดังกล่าว สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกัน การที่จำเลยที่ 1 นำรถไปส่งมอบคืนและโจทก์รับมอบโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านจึงเป็นเรื่องสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย ทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิหน้าที่ใด ๆ ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาข้อ 13 และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2555 ข้อ 4 (5) ก. และ ข. โจทก์มิได้ขายรถยนต์ตามสภาพที่รับมาจากจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 เป็นต้นมา 3 งวดติดกัน โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ทวงถามให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างรวม 6 งวด ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่รับหนังสือ หากพ้นกำหนดแล้วไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทันที ซึ่งแม้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาปรากฏเหตุขัดข้องที่ส่งหนังสือบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะเหตุว่าจำเลยที่ 1 ไม่มารับภายในกำหนด แต่กรณีดังกล่าวสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 17 วรรคสาม ให้ถือว่าได้มีการส่งหนังสือบอกกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว โดยเนื้อความในหนังสือบอกกล่าวข้างต้นเป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10 (ก) ที่ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2555 ข้อ 4 กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อสัญญานี้ด้วย ด้วยข้อสัญญาดังกล่าวม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง