ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 3973/2551

หลักกฎหมาย

การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของโจทก์ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ แต่เมื่อร้องทุกข์แล้ว พนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 135,008,163.92 บาท มาด้วย ทั้งโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวและศาลชั้นต้นอนุญาต ดังนี้ จึงมีความหมายโดยนิตินัยว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวและมีคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 135,008,163.92 บาท ด้วย เท่ากับว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แล้ว ขณะจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองได้หย่ากันแล้ว ทั้งจำเลยทั้งสองได้ตกลงกันว่าให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการโอนที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ยังนำที่ดินไปจำนองด้วย แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาโอนที่ดินไปเพื่อมิให้โจทก์เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ประกอบกับคำว่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 350 หมายถึงบุคคลอื่นนอกจากตัวลูกหนี้ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้ซึ่งมิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์จึงเป็นการโอนทรัพย์สินไปให้แก่ผู้อื่นแล้ว ส่วนต่อมาโจทก์สามารถสืบหาติดตามทรัพย์สินนำมาบังคับคดีได้หรือไม่ เพียงใด เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา 350

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2542 พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลในความผิดฐานร่วมกันปลอมตั๋วเงินและเอกสารสิทธิ ใช้ตั๋วเงินและเอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง และเอาไปเสียซึ่งเอกสาร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264, 265, 266, 268, 83, 91, 33 กับขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 135,008,163.92 บาท แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ทราบคำฟ้องในวันที่มีการยื่นฟ้องแล้ว ส่วนโจทก์เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2542 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี กับให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 135,008,163.92 บาท แก่โจทก์ต่อมาวันที่ 19 สิงหาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิด คือ จำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16249 และ 16250 ตำบลห้วยทราย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 1 โดยมีเจตนาเพื่อมิให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนซึ่งโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์แล้ว โจทก์เพิ่งทราบว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 350 และให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8943/2542 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบด้วยมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี โดยให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8943//2542 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 2 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของจำเลยที่ 2 โดยจดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่ปี 2531 ตามสำเนาใบสำคัญการสมรส เอกสารหมาย ล.3 ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2542 ได้จดทะเบียนหย่ากันตามสำเนาใบสำคัญการหย่าเอกสารหมาย ล.2 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการโจทก์ สาขาสนามเป้า จนถึงต้นเดือนมีนาคม 2542 โจทก์มีคำสั่งย้ายจำเลยที่ 1 ให้ไปประจำที่สาขาเตาปูน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไปและหลบหนี จากการตรวจสอบของโจทก์พบว่าในช่วงปี 2538 ถึง 2542 จำเลยที่ 1 ได้ลักเงินของโจทก์ไปหลายร้อยล้านบาท ในวันที่ 10 มีนาคม 2542 โจทก์จึงไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน 2542 เจ้าพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลในความผิดฐานร่วมกันปลอมตั๋วเงินและเอกสารสิทธิ ใช้ตั๋วเงินและเอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างและเอาไปเสียซึ่งเอกสาร ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 135,008,163.92 บาท แก่ผู้เสียหาย คือโจทก์ในคดีนี้ตามสำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย จ.4 โดยโจทก์ในคดีนี้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวด้วย และในคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2542 ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 135,008,163.92 บาท แก่ผู้เสียหายคือโจทก์ในคดีนี้ ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.7 แต่ในวันที่ 19 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 16249 และ 16250 ตำบลห้วยทราย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนของตนไปให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา คดีในส่วนจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีนายสาดิศย์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ในต้นเดือนมีนาคม 2542 โจทก์มีคำสั่งให้ย้ายจำเลยที่ 1 ไปประจำที่สาขาเตาปูน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไปกลับหลบหนีและในขณะติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 พยานได้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดีลักเงินโจทก์ไปดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 2 มาพบพยานที่สำนัก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3973/2551 · ทนอย Thanoy