ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 3981/2548

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทสืบเนื่องกับสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตโดยจำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้นแก่โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทพร้อมดอกเบี้ย และได้รับเอกสารจากโจทก์ไปก่อน เป็นเรื่องการให้สินเชื่อของโจทก์ซึ่งมีผลผูกพันให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทนั้นโดยตรง ส่วนที่ตามสัญญาดังกล่าวให้โจทก์ยังคงมีสิทธิในสินค้านั้น เป็นเพียงเงื่อนไขที่มีวัตถุประสงค์ให้โจทก์บังคับชำระหนี้ได้โดยสะดวกเท่านั้น สัญญาทรัสต์รีซีทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการให้สินเชื่อของโจทก์และการได้รับชำระหนี้จากการให้สินเชื่อเป็นสำคัญ มิใช่สัญญาซึ่งโจทก์มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนนำสินค้าออกไปจำหน่ายแทนโจทก์อันจะมีผลให้สัญญาทรัสต์รีซีทระงับไปแล้วผูกพันกันตามสัญญาตัวการตัวแทน โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทโดยโจทก์ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 รวม 2 ฉบับ และชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้วตามที่มีการเรียกเก็บโดยตั๋วแลกเงินในสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับระบุกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอนคือ วันที่ 16 มิถุนายน 2536 และวันที่ 18 สิงหาคม 2536 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า สิทธิเรียกร้องให้รับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์กล่าวอ้างเกิดขึ้นฉบับแรกนับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2536 ฉบับที่สองนับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2536 แต่โจทก์เรียกดอกเบี้ยมาเกินกว่า 5 ปี จึงขาดอายุความ ดังนี้ แม้ตามคำให้การดังกล่าวจะระบุถึงตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างในคำฟ้อง แต่เมื่อโจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับ ดังกล่าวเท่านั้น และตามคำให้การดังกล่าวก็ระบุถึงวันเริ่มนับอายุความถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ แสดงให้เห็นได้ว่า เป็นคำให้การที่ประสงค์จะยกอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยของต้นเงินที่เป็นหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับ นี้นั่นเอง ถือว่ายกอายุความขึ้นต่อสู้แล้ว ตามสัญญาทรัสต์รีซีท 2 ฉบับ อันเป็นสัญญาที่ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำฟ้องมีกำหนดเวลาชำระหนี้แน่นอนเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดย่อมถือว่าผิดนัดนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้นั่นคือ วันที่ 17 มิถุนายน 2536 และ 19 สิงหาคม 2536 อันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2544 โดยเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันครบกำหนดตลอดมา ซึ่งเกินกว่า 5 ปี ดังนั้น สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเฉพาะส่วนที่เกินกว่า 5 ปี จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) โจทก์จึงเรียกร้องดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เฉพาะส่วนที่นับถึงวันฟ้องไม่เกิน 5 ปี เท่านั้น ตามสัญญาทรัสต์รีซีทไม่มีข้อสัญญาให้คิดดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดหรือคิดดอกเบี้ยในอัตราสินเชื่อผิดนัดซึ่งมีอัตราสูงขึ้นกว่าอัตราสินเชื่อทั่วไป แต่โจทก์กลับคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดในอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดตลอดมาซึ่งผิดจากข้อสัญญาอันเป็นการคิดดอกเบี้ยสูงเกินสิทธิที่โจทก์จะเรียกได้ตามสัญญาและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็พิพากษาให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยดังกล่าวตามคำฟ้อง ทั้งที่เป็นการคิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องซึ่งทำให้จำเลยทั้งสามต้องชำระหนี้เกินกว่าจำนวนหนี้ที่ต้องชำระจริง อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2535 และวันที่ 18 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อประกอบการสั่งซื้อและชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากผู้ขายในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และผู้ขายในประเทศญี่ปุ่น โดยตกลงจะชำระเงินที่โจทก์จ่ายไปนั้นแก่โจทก์ โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 และได้ชำระค่าสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตตามที่ผู้ขายได้ยื่นตั๋วแลกเงิน 2 ฉบับ พร้อมเอกสารตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว ต่อมาเมื่อมีการขนส่งสินค้ามาถึงประเทศไทยจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเงินชำระแก่โจทก์จึงได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์รวม 2 ฉบับ เพื่อนำเอกสารแสดงสิทธิในสินค้าจากโจทก์รับสินค้า โดยตกลงจะชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่กำหนดตามประกาศของโจทก์ ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 1 ได้สัญญาจำนองเครื่องจักร และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมต่อโจทก์ด้วย แต่เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสองฉบับแล้ว จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา คิดถึงวันฟ้องเป็นหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยรวมจำนวน 761,774.24 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้จำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 316,609.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองเครื่องจักรทำเกลียว เครื่องปั๊มโลหะ เครื่องบดสี หมายเลขทะเบียน 23-323-218-0012 ถึง 23-323-218-0033 รวม 22 เครื่อง เครื่องผสม เครื่องหล่อแบบพลาสติก เครื่องบด หมายเลขทะเบียน 28-323-606-077 และ 28-323-606-0078 หมายเลขทะเบียน 22-323-606-0080 ถึง 28-323-606-0081 หมายเลขทะเบียน 28-323-606-0083 ถึง 28-323-0085 และหมายเลขทะเบียน 29-323-606-0412 ถึง 29-323-606-0417 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 24416 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์จริง โจทก์ตกลงมอบเอกสารสิทธิที่จะใช้ในการขอรับสินค้าแก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 ไปรับสินค้าและนำสินค้าไปขายได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับสินค้าแล้ว สัญญาทรัสต์รีซีทย่อมสิ้นสุดลง การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองสินค้าหรือได้รับเงินค่าสินค้าที่ขายได้ เป็นการครอบครองในฐานะตัวแทนโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบแก่โจทก์สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามคำฟ้องจึงเป็นกรณีตัวการเรียกเงินค่าสินค้าจากตัวแทน แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 2 ปี นับแต่วันเกิดสิทธิเรียกร้อง จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 2 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 รับสินค้าของโจทก์มาขายแล้วไม่ส่งมอบเงินค่าสินค้าคืน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้จำนวนนี้สิทธิเรียกร้องให้รับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2536 และฉบับที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2536 โจทก์มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันเกิดสิทธิ ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องจึงไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้จำนวน 361,744.24 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จากต้นเงิน 316,609.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ดังกล่าว ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามชำระหนี้โจทก์จนครบ และร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากผู้ขายในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีจำนวน 6,930 มาร์กเยอรมัน และที่ประเทศญี่ปุ่นจำนวนเงิน 845,000 เยน โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินที่โจทก์ได้จ่ายค่าสินค้าไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าว พร้อมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์ โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 ทั้งสองฉบับและเมื่อผู้ขายสินค้าส่งสินค้าแล้วได้ยื่นตั๋วแลกเงินและเอกสารเพื่อขอรับเงิน โจทก์ได้จ่ายเงินต
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3981/2548 · ทนอย Thanoy