ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 3982/2558

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาทพร้อมบ้านพักซึ่งปลูกบนที่ดินโดยซื้อมาจากจำเลยร่วมทั้งสาม จำเลยเข้าไปอยู่อาศัยในที่พิพาทโดยไม่มีสิทธิทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย โดยจำเลยซื้อที่พิพาทพร้อมบ้านพักจากจำเลยร่วมทั้งสามขณะที่พิพาทเป็นเพียงที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และเข้าครอบครองที่พิพาทแล้ว แต่จำเลยร่วมทั้งสามไม่จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่จำเลย กลับจำนองและขายที่ดินให้แก่โจทก์ โดยโจทก์รับซื้อไว้โดยไม่สุจริต ขอให้บังคับโจทก์โอนที่ดินพิพาทพร้อมบ้านให้แก่จำเลย คดีมีประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า ที่พิพาทและบ้านพักเป็นของโจทก์หรือจำเลย และมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่พิพาทจากจำเลยร่วมทั้งสามโดยสุจริตหรือไม่ ไม่มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยร่วมทั้งสามคบคิดกันโอนที่พิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ที่จะเรียกจำเลยร่วมทั้งสามเข้ามาเป็นจำเลยร่วม เพราะไม่ใช่เรื่องที่จำเลยหรือจำเลยร่วมอาจใช้สิทธิฟ้องไล่เบี้ยกันได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกให้จำเลยร่วมทั้งสามเข้ามาในคดีรวมทั้งมีคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเหล่านั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดำเนินคดีสำหรับจำเลยและจำเลยร่วมจนเสร็จสิ้นกระแสความ จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปัญหาว่าจำเลยร่วมทั้งสามต้องรับผิดต่อจำเลยเพียงใดจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่สมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ไม่ได้ระบุให้แน่ชัดว่าค่าฤชาธรรมเนียมชั้นใดให้เป็นพับ แต่กลับพิพากษาให้จำเลยร่วมทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ทั้งที่โจทก์และจำเลยร่วมทั้งสามไม่ได้พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์แม้จำเลยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้วินิจฉัยให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมศาลต่อศาลในนามของจำเลย ทั้งไม่ได้วินิจฉัยถึงค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามในศาลชั้นต้นว่าจะให้ใครเป็นผู้รับผิดซึ่งเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 70,000 บาท แก่โจทก์และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสิริพร นางสาวบุษบาหรืออลิสาและนายเกษมหรือ นนทโชค เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกนางสิริพร นางสาวบุษบาและนายเกษมว่า จำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์และจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 8963 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 192/61 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 154149 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จากโจทก์ แล้วจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านเลขที่ 192/61 ให้แก่จำเลย หากโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถโอนที่ดินและบ้านพักให้แก่จำเลยได้ ให้โจทก์และจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่จำเลย 1,140,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านเลขที่ 192/61 มาโดยสุจริต ขอให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยร่วมทั้งสามให้การและฟ้องแย้ง ขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 380,000 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่จำเลยร่วมทั้งสามนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยร่วมทั้งสามว่า จำเลยไม่เคยผิดสัญญาที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านพักกับจำเลย จำเลยร่วมทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยร่วมทั้งสาม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 192/61 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 8963 เลขที่ดิน 437 และที่ดินโฉนดเลขที่ 154149 หมู่ที่ 11 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 21,000 บาทและค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,000 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 ตุลาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป ให้จำเลยร่วมที่ 3 ชำระเงินแก่จำเลย 920,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 17 มกราคม 2554) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้จำเลยร่วมที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 40,000 บาท คำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งสำหรับจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยร่วมทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองและโอนชำระหนี้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 8963 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 154149 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี กลับมาเป็นชื่อจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ถือสิทธิการครอบครอง และจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และให้จำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 8963 และผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 154149 ถ้าจำเลยร่วมทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ให้จำเลยได้ เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ หรือเป็นการพ้นวิสัย ให้จำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,140,000 บาท คืนจำเลย พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยฟ้องแย้ง (วันที่ 17 มกราคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยร่วมทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนนี้ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 8963 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และบ้านเลขที่ 192/61 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว กับที่ดินโฉนดเลขที่ 154149 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยโจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านพักมาจากจำเลยร่วมทั้งสาม จำเลยเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินนั้นโดยไม่มีสิทธิเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่พิพาททั้งสองแปลงและบ้านพักเป็นของจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3982/2558 · ทนอย Thanoy