คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 3995/2542
หลักกฎหมาย
สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนที่ได้รับการ ยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้าง จำต้องมีลักษณะเข้าข้อกำหนดตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 วรรคสี่ กล่าวคือนายจ้างและลูกจ้างจะต้องทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้างด้วย จำเลยไม่ได้ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นหนังสือตั้งแต่แรกที่เริ่มจ้างแต่เพิ่งจะมาทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือในภายหลัง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการจ้างที่ มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ข้อ 46 วรรคสี่ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ การเลิกจ้างที่ต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 วรรคหนึ่งต้องเป็นการจ้างที่คู่สัญญาไม่ได้กำหนดระยะเวลาจ้างลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันนานเท่าใด จำเลยจ้างโจทก์โดยทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือมีกำหนด ระยะเวลาจ้างไว้และจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ครบกำหนดใน สัญญาจ้าง จำเลยจึงไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่เป็นการ เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีทั้งยี่สิบสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสังให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 23 โจทก์ทั้งยี่สิบสามสำนวนฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540 จำเลยในฐานะประธานกรรมการผู้ชำระบัญชีขององค์การเหมืองแร่ในทะเลกับคณะได้มีมติให้จ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามเข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงินและการชำระบัญชี ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามโดยโจทก์ทั้งยี่สิบสามไม่มีความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทั้งยี่สิบสามมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงานและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นอกจากนี้การเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหนา และค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสามพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามตารางท้ายคำฟ้อง จำเลยทั้งยี่สิบสามสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งยี่สิบสามเป็นลูกจ้างขององค์การเหมืองแร่ในทะเล จำเลยไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบสาม เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2540 ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้ยุบองค์การเหมืองแร่ในทะเลมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 และคณะรัฐมนตรีมีมติให้องค์การเหมืองแร่ในทะเลชำระบัญชีให้เสร็จภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2540 ต่อมาขยายระยะเวลาออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2541 ในการนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งคณะกรรมการผู้ชำระบัญชีโดยมีจำเลยซึ่งเป็นอธิบดีกรมทรัพยากรธรณีเป็นประธานกรรมการจำเลยได้ลงนามในหนังสือว่าจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามเป็นลูกจ้างชั่วคราวระหว่างชำระบัญชีโดยกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนต่อมาได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามเมื่อครบกำหนดตามที่ระบุในสัญญาการชำระบัญชีขององค์การเหมืองแร่ในทะเลเป็นงานในโครงการเฉพาะไม่ใช่งานปกติของธุรกิจที่มีกำหนดเวลาเริ่มและสิ้นสุดแน่นอนและเป็นงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวมีกำหนดสิ้นสุดไม่เกินสองปีเข้าข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โจทก์ทั้งยี่สิบสามทราบดีก่อนเข้าทำสัญญาเป็นลูกจ้างชั่วคราว การเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามจึงเป็นธรรมแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยอยู่ในฐานะนายจ้าง โจทก์ทั้งยี่สิบสามมีอำนาจฟ้องจำเลยส่วนการชำระบัญชีขององค์การเหมืองแร่ในทะเลเกิดขึ้นโดยสภาพบังคับตามบทบัญญัติของพระราชกฤษฎีกายุบเลิกองค์การเหมืองแร่ในทะเล และคณะรัฐมนตรีมีมติให้องค์การเหมืองแร่ในทะเลชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2540ดังนั้น สภาพของงานชำระบัญชีจึงเป็นงานโครงการเฉพาะกิจที่มิใช่งานปกติในธุรกิจหรือการค้าขององค์การเหมืองแร่ในทะเล และอาจกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอนได้ การชำระบัญชีอยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้เสร็จในเวลาไม่เกิน 2 ปี จำเลยกระทำการแทนองค์การเหมืองแร่ในทะเลจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามเพื่อช่วยชำระบัญชีในงานโครงการเฉพาะกิจที่มิใช่งานอันเป็นปกติธุรกิจหรือการค้าขององค์การเหมืองแร่ในทะเล มีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาจ้างแน่นอนและระยะเวลาจ้างไม่เกิน 2 ปี ทั้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งยี่สิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งยี่สิบสามอุทธรณ์ข้อแรกว่า องค์การเหมืองแร่ในทะเลมีทรัพย์สินและหนี้สินจำนวนมากมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาทต้องขยายระยะเวลาการชำระบัญชีออกไปเป็นช่วง ๆระยะเวลาผ่านมาเกือบ 2 ปีแล้ว แต่ไม่มีทีท่าว่าจะชำระบัญชีเสร็จ ประกอบกับมีการต่ออายุสัญญาออกไปคราวละ 3 เดือนหลายครั้ง สัญญาจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามจึงไม่เป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและระยะเวลาสิ้นสุดของงานไว้แน่นอน ถือไม่ได้ว่าเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนนั้น ประเด็นนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เดิมจำเลยจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามทำงานตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 โดยมิได้ทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือต่อมาภายหลังจึงได้เริ่มทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามเป็นหนังสือฉบับแรกตามสัญญาจ้างที่มีกำหนดเวลาจ้างตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 เมื่อสัญญาจ้างดังกล่าวถึงกำหนดจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 3 ถึงโจทก์ที่ 19 ส่วนโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 20 ถึงโจทก์ที่ 23 จำเลยทำสัญญาจ้างต่อไปอีกรวมคนละ 3 ครั้งแล้ว จึงเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดสัญญาจ้างฉบับสุดท้าย คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดการชำระบัญชีขององค์การเหมืองแร่ในทะเลไว้ชัดเจน และนโยบายของรัฐได้แสดงแจ้งชัดถึงกรอบเวลาการชำระบัญชีไม่เกิน 2 ปี ทั้งปริ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง