ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 4003/2546

หลักกฎหมาย

ผู้แทนหรือผู้มีอำนาจกระทำแทนมิซซังตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมายฯ ข้อ 2 วรรคสอง มีอยู่ 2 คนคือ วิการิโออาปอสตอลิโกที่โป๊ปได้แต่งตั้งมา และถ้าไม่มีตัวอยู่คนที่เป็นผู้แทนอีกคนหนึ่งคือผู้บัญชาการของมิซซัง โจทก์มี ค. เป็นมุขนายกซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองดูแลมิซซัง จึงถือว่า ค. เป็นผู้บัญชาการของมิซซัง มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และมีอำนาจมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนต่อไป เมื่อ ค. มอบอำนาจให้ ป. ฟ้องคดีและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ เมื่อ ป. มอบอำนาจให้ ม. และหรือ ว. ฟ้องคดีแทนม. และหรือ ว. จึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ แม้คณะเทศมนตรีไม่ใช่นิติบุคคล แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นคณะเทศมนตรี โดย ศ. นายกเทศมนตรีในฐานะประธานกรรมการผู้มีอำนาจรับคำร้อง และวินิจฉัยแจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของผู้ร้องอุทธรณ์ตามกฎหมายถือได้ว่าโจทก์ฟ้องตัว ศ. นายกเทศมนตรีในฐานะผู้แจ้งคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยชี้ขาด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะเทศมนตรี เพื่อให้ ศ. ในฐานะผู้แจ้งคำชี้ขาด เข้ามาต่อสู้คดีและชี้แจงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อแก้ข้ออ้างของโจทก์ โรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 9(3) นั้นต้องเป็นโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และจะต้องใช้ในการศึกษาเท่านั้น โรงเรียนของโจทก์เก็บค่าธรรมเนียมการเรียนเป็นอัตราแน่นอนและยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลทั้งยังมีรายได้แต่ละปีเป็นจำนวนมาก การเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมอื่นของโจทก์จึงเป็นการกระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและโจทก์ยังใช้สถานที่ของโรงเรียนหารายได้นอกเหนือจากการศึกษาอีกด้วย โดยนำไปให้บุคคลภายนอกใช้และเรียกเก็บค่าใช้จ่าย กิจการโรงเรียนของโจทก์จึงมิใช่เป็นการกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และมิได้ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น เมื่อโรงเรียนของโจทก์ไม่ใช่ลักษณะของโรงเรียนตามมาตรา 9(3) แล้วโจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 โดยมีพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู เป็นมุขนายกและเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นเจ้าของและเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรีอันเป็นโรงเรียนสาธารณะ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการกุศลมิใช่เพื่อหาผลกำไรส่วนบุคคลจึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2543 โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรียนทั้งสองดังกล่าวของโจทก์ ประจำปีภาษี 2534 ถึง 2543 จากจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงได้อุทธรณ์ไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่ม โจทก์ได้ชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว โดยสำหรับของโรงเรียนนารีวิทยาเป็นเงิน 2,340,844 บาท สำหรับของโรงเรียนดรุณาราชบุรีเป็นเงิน 7,303,461 บาท แต่โจทก์เห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากกิจการโรงเรียนทั้งสองดังกล่าวของโจทก์อยู่ในข่ายได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 9(3) ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2534 ถึง 2543 ของจำเลยที่ 1ที่เรียกเก็บสำหรับโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรี กับขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 2 สำหรับโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรี และขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและหรือแทนกันชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมทั้งเงินเพิ่มของโรงเรียนนารีวิทยาจำนวน 2,340,844 บาท และของโรงเรียนดรุณาราชบุรี จำนวน7,303,461 บาท คืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน9,644,305 บาท นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2543)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู เป็นมุขนายกและเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจึงไม่ชอบ กิจการโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรีของโจทก์เป็นโรงเรียนเอกชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อผลกำไรส่วนบุคคล มิใช่โรงเรียนสาธารณะหรือเพื่อการกุศลจึงไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินการประเมินและวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2534 ถึง 2543 ที่เรียกเก็บสำหรับโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรี กับให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 2 สำหรับโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรี กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 9,644,305 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู ได้มอบอำนาจให้บาทหลวงปัญญา กฤษเจริญเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีและมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ ต่อมาบาทหลวงปัญญาได้มอบอำนาจให้นายมนัส วงศ์ประดู่ และหรือนายวีระพันธ์ ยิ้มแย้ม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ มีปัญหาว่า พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 ได้บัญญัติถึงผู้แทนของวิการิอาโตอาปอสตอลิโกหรือเรียกภายหลังว่าบิสชอปริกหรือมิซซัง อยู่ในข้อ 2 วรรคสองว่า วิการิโอ อาปอสตอลิโก ที่โป๊ปได้แต่งตั้งมาให้เป็นผู้ใหญ่ผู้หนึ่งในบิสชอปริกแห่งหนึ่ง และถ้าไม่มีตัวอยู่ผู้บัญชาการในมิซซังนั้นเป็นผู้แทนบริษัทของบิสชอปริกหรือมิซซังเหมือนอย่างบริษัทที่บุคคลรวมกันทำการได้อันหนึ่งจากบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า ผู้แทนหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนมิซซัง มีอยู่ด้วยกัน 2 คน คนแรกคือวิการิโอ อาปอสตอลิโก ที่โป๊ปได้แต่งตั้งมาเป็นใหญ่คนหนึ่งและถ้าไม่มีตัวอยู่คนที่เป็นผู้แทนอีกคนหนึ่งก็คือผู้บัญชาการของมิซซัง ในคดีนี้ไม่ปรากฏว่า มีวิการิโอ อาปอสตอลิโก ที่โป๊ปได้แต่งตั้งมา ดังนี้ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือผู้แทนโจทก์ก็คือ ผู้บัญชาการของมิซซังโจทก์มีเอกสารเป็นพยาน ในเอกสารดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่า พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชูเป็นประมุขผู้ปกครองมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานคร เป็นผู้มี
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4003/2546 · ทนอย Thanoy