คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 4006/2543
หลักกฎหมาย
บริษัทจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นนิติบุคคลก็มีสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ต่างหากจากจำเลยที่ 2 ผู้เป็นกรรมการ ดังนั้น การกระทำใด ๆของจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ว่าจะเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 อันถือว่าจำเลยที่ 1ได้กระทำการนั้นเสมอไป ต้องพิจารณาว่าการที่จำเลยที่ 2 กระทำนั้นเป็นการกระทำในฐานะเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 หรือไม่ด้วย เมื่อสัญญาว่าจ้างถ่ายแสดงแบบมิได้ระบุห้ามจำเลยที่ 2 มิให้บันทึกภาพการแสดงแบบของโจทก์ในรูปแบบอื่นนอกจากเป็นม้วนเทปวีดีโอไว้โดยชัดแจ้งและสัญญาว่าจ้าง ข้อ 3 กำหนดให้ลิขสิทธิ์ที่เกิดจากการทำงานครั้งนี้ตกเป็นของจำเลยที่ 2 ผู้ว่าจ้าง จำเลยที่ 2จึงมีสิทธิในงานบันทึกภาพการแสดงแบบของโจทก์ดังกล่าวอันเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทโสตทัศนวัสดุตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯมาตรา 6 จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะนำงานนั้นมาทำซ้ำหรือบันทึกภาพของโจทก์ดังกล่าวซ้ำในรูปแบบของม้วนเทปวีดีโอหรือแผ่นซีดีหรือแผ่นเลเซอร์ดิสก์อย่างหนึ่งอย่างใดออกจำหน่ายได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 15(1) การกระทำของจำเลยที่ 2ไม่เป็นการผิดสัญญาว่าจ้าง และไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 มิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ตามสัญญาว่าจ้าง จำเลยที่ 1จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้จัดจำหน่ายม้วนเทปวีดีโอ แผ่นซีดีและแผ่นเลเซอร์ดิสก์นั้น ก็เป็นการจัดจำหน่ายสำเนางานอันมีลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 2 ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ การกระทำของจำเลยที่ 1จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ เพราะโจทก์มิใช่ผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าว
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 11ป.วิ.พ. 70ป.วิ.พ. 171ป.วิ.พ. 368ป.วิ.พ. 420พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 6พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 15
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 และนางวัฒนี มนต์พิชิต ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้โจทก์ประกอบอาชีพนางแบบและนักแสดงภาพยนต์ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วประเทศโดยใช้ชื่อในการแสดงว่า "ธิดา ธีรรัตน์"เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวว่าจ้างโจทก์ให้แสดงเป็นนางแบบในการถ่ายทำและบันทึกภาพเป็นม้วนเทปวีดีโอคาราโอเกะที่ต่างประเทศประเภทม้วนเดียวบรรจุ 12 เพลงเพื่อให้จำเลยทั้งสองนำไปผลิตและจำหน่ายในประเภทม้วนเทปวีดีโอคาราโอเกะเท่านั้น ตกลงค่าจ้างกันเป็นเงินจำนวน 600,000 บาทต่อมาในวันที่ 23 ธันวาคม 2539 และวันที่ 5 มกราคม 2540 โจทก์ตรวจพบว่า จำเลยทั้งสองนำภาพถ่ายที่มีโจทก์เป็นผู้แสดงแบบดังกล่าวไปผลิตและจำหน่ายในรูปแบบของแผ่นซีดีและแผ่นเลเซอร์ดิสก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์อันเป็นการผิดสัญญาและละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองหยุดผลิตจำหน่ายและเก็บแผ่นซีดี แผ่นเลเซอร์ดิสก์คาราโอเกะที่มีรูปภาพของโจทก์เป็นผู้แสดงแบบกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ถ่ายแบบผู้ผลิตและเจ้าของลิขสิทธิ์ในวีดีโอเทปคาราโอเกะคือบริษัทมิวสิคสเตชั่นจำกัด ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น จำเลยที่ 2ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ถ่ายแบบตามคำฟ้อง ส่วนสัญญาว่าจ้างถ่ายแบบระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 มิได้ระบุว่าให้ถ่ายทำเพื่อมาทำการผลิตเฉพาะในรูปแบบของม้วนเทปวีดีโอคาราโอเกะเท่านั้น หากแต่นำไปผลิตสินค้าคาราโอเกะได้ทุกประเภท ทั้งตามสัญญาก็กำหนดให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ที่เกิดจากการทำงานครั้งนี้ จำเลยที่ 2 จึงตกลงให้บริษัทมิวสิคสเตชั่นจำกัด เป็นผู้นำผลงานไปผลิตเป็นสินค้าคาราโอเกะทุกชนิดเพื่อจำหน่ายแก่ประชาชน จำเลยทั้งสองไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์หรือผิดสัญญาต่อโจทก์จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองหยุดผลิต จำหน่าย และเก็บแผ่นซีดีกับแผ่นเลเซอร์ดิสก์คาราโอเกะที่มีรูปโจทก์เป็นผู้แสดงที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดเสีย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ทำการแทนจำเลยที่ 1ได้ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้เป็นนางแบบในการถ่ายทำคาราโอเกะในราคา 600,000 บาท ตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมายจ.4 เมื่อถ่ายทำเสร็จแล้วบริษัทมิวสิคสเตชั่น จำกัด ได้ซื้อลิขสิทธิ์ในวีดีโอเทปคาราโอเกะดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 2 และจัดทำเป็นอัลบั้มมาสเตอร์พีซธิดา ธีรรัตน์ คาราโอเกะ ทั้งในรูปแบบของม้วนเทปวีดีโอแผ่นซีดี และแผ่นเลเซอร์ดิสก์ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดจำหน่ายในราคา350 บาท 590 บาท และ 1,500 บาท ตามลำดับ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยชั้นนี้ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4 หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่า"ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล"ซึ่งหมายความว่า ความประสงค์ในการที่จำเลยที่ 1 ต้องการว่าจ้างโจทก์ให้แสดงแบบย่อมแสดงออกโดยการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวก็ตามแต่จำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นนิติบุคคลก็มีสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 1ต่างหากจากจำเลยที่ 2 ผู้เป็นกรรมการ ดังนั้น การกระทำใด ๆ ของจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ว่าจะเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 อันถือว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการนั้นเสมอไป ต้องพิจารณาว่าการที่จำเลยที่ 2กระทำนั้นเป็นการกระทำในฐานะเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 หรือไม่ด้วยตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "สัญญานี้จัดทำขึ้นระหว่างนายพีรพล มนต์พิชิต (จำเลยที่ 2) อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 729/98-102 ถนนรัชดาภิเษก แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวากรุงเทพมหานคร เรียกว่า "ผู้ว่าจ้าง" ฝ่ายหนึ่ง กับนางสาวสุชาดาปวรัถวิจิตร (โจทก์) อายุ 27 ปี เรียกว่า "ผู้รับจ้าง" อีกฝ่ายหนึ่ง"โดยไม่ปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เข้ามาเกี่ยวข้องในการทำสัญญานี้เลยทั้งจำเลยที่ 2 ก็ทำสัญญาโดยไม่ได้ระบุฐานะที่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 หรือได้มีการประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 ไว้ด้วยตามที่ร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง