คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 4023/2541
หลักกฎหมาย
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับพิพาทระบุว่า "ถ้าผู้กู้ยืมผิดข้อตกลงในข้อหนึ่งข้อใดแห่งสัญญานี้ผู้กู้ยืมยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทั้งสิ้นบรรดาที่ผู้ให้กู้ยืมจะพึงได้รับอันเนื่องมาจากความผิดข้อตกลงของผู้กู้ยืม รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเตือน เรียกร้อง ทวงถาม ดำเนินคดี และบังคับการชำระหนี้ด้วยจนเต็มจำนวนทุกอย่างทุกประการ"ดังนี้ เมื่อตามข้อสัญญาดังกล่าวแล้วมิได้กำหนดจำนวน เงินไว้แน่นอนในกรณีจำเลยผู้กู้ผิดสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบถึงค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม การที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีค่าใช้จ่ายในการติดตาม ทวงถามหนี้รายนี้เป็นเงินจำนวนหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ตามข้อสัญญาที่กำหนดให้โจทก์ผู้ให้กู้ยืมสามารถเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมอัตราดอกเบี้ยไม่เกินจำนวนที่ประกาศ กระทรวงการคลังกำหนดไว้ได้เมื่อมิใช่เบี้ยปรับเพราะ ตามสัญญากู้ยืมเงินรายนี้กำหนดให้โจทก์ผู้ให้กู้มีสิทธิขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้แม้จำเลยผู้เป็นลูกหนี้จะมิได้ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยสำหรับต้นเงินที่ค้างชำระและต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัยในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินจำนวนที่ประกาศกระทรวงการคลังกำหนดไว้ได้ ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่ง ซึ่งศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนตามกฎหมายและสั่ง ในคำพิพากษาให้ฝ่ายใดชดใช้แก่ฝ่ายใดหรือให้เป็นพับกันไปก็ได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161,167 และตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแต่ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับพิพาทระบุว่า ให้ผู้กู้ยืมที่ผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวไม่ว่างวดหนึ่งงวดใดผู้กู้ยืมยอมให้ถือว่าผิดนัดในหนี้ทั้งหมดและยอมให้ผู้ให้กู้ยืมฟ้องร้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดตลอดจนค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมและค่าเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการผิดนัดผิดสัญญานี้จากผู้กู้ยืมจนครบถ้วนได้ทันที และถ้าผู้กู้ยืมผิดข้อตกลงในข้อหนึ่งข้อใดแห่งสัญญานี้ผู้กู้ยืมยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทั้งสิ้นบรรดาที่ผู้ให้กู้ยืมจะพึงได้รับอันเนื่องมาจากความผิดข้อตกลงของผู้กู้ยืม รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเตือน เรียกร้อง ทวงถาม ดำเนินคดี และบังคับการชำระหนี้ด้วยจนเต็มจำนวนทุกอย่างทุกประการซึ่งเป็นการตกลงให้จำเลยผู้กู้ต้องชดใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ผิดแผกแตกต่างไปจากบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงใช้บังคับมิได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้เงิน 946,661.45 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 640,115 บาทนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองเอาที่ดินโฉนดเลขที่ 12405 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองจนครบ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง จำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน811,479.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปีของต้นเงิน 589,726 บาท และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 4,389 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จหากไม่ชำระให้บังคับจำนองเอาที่ดินโฉนดเลขที่ 12405พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองจนครบ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,389 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินโจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้และมีข้อตกลงว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชำระเงินส่วนที่ขาดจนครบถ้วน จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนแล้วผิดนัดโดยยังคงเป็นหนี้โจทก์คือต้นเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน589,726 บาท ค่าเบี้ยประกันภัย 3 งวด รวม 4,389 บาทและดอกเบี้ยคดีนี้ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาทต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์มีค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้รายนี้จำนวน 10,000 บาท แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้นำสืบว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามเป็นค่าอะไรบ้าง จำนวนเท่าใดก็ดี แต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 5 ซึ่งระบุว่า "ถ้าผู้กู้ยืมผิดข้อตกลงในข้อหนึ่งข้อใดแห่งสัญญานี้ ผู้กู้ยืมยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทั้งสิ้นบรรดาที่ผู้ให้กู้ยืมจะพึงได้รับอันเนื่องมาจากความผิดข้อตกลงของผู้กู้ยืม รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเตือน เรียกร้อง ทวงถามดำเนินคดี และบังคับการชำระหนี้ด้วยจนเต็มจำนวนทุกอย่างทุกประการ" ดังนี้ เมื่อโจทก์มีการติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ย่อมมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นตามปกติเช่นเงินค่าโทรศัพท์ค่าจ้างบุคคลากร จึงเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสองได้ตามสัญญานั้น เห็นว่า ตามข้อสัญญาดังกล่าวแล้วมิได้กำหนดจำนวนเงินไว้แน่นอนโจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบถึงค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายข้างต้น คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยสำหรับต้นเงินที่ค้างชำระและต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือไม่ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 ระบุว่า"ผู้กู้ยืมยอมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ได้กู้ยืมตามข้อ 1 ให้แก่ผู้ให้กู้ยืม ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15.50 บาทต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุก ๆ เดือนพร้อมต้นเงินที่ต้องชำระคืนตามที่กำหนดไว้ในข้อ 3 ณ สำนักงานของผู้ให้กู้ยืมและหากภายหลังวันทำสัญญานี้ผู้ให้กู้ยืมประสงค์จะเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมอัตราดอกเบี้ยซึ่งไม่เกินจำนวนที่ประกาศกระทรวงการคลังกำหนดไว้ผู้กู้ยืมยินยอมให้ผู้ให้กู้ยืมเรียกดอกเบี้ยตามสัญญานี้เพิ่มขึ้นได้โดยไม่มีข้อโต้แย้งแต่ประการใดและให้มีผลบังคับทันที และให้ถือปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไปจนกว่าผู้กู้ยืมจะได้ชำระหนี้ตามสัญญานี้ให้แก่ผู้ให้กู้ยืมจนครบถ้วน ทั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้กู้ยืมทราบ" และข้อ 7ระบุว่า "ผู้กู้ยืมสัญญาว่าจะเอาประกันภัยทรัพย์สินที่จำนองนี้ไว้กับบริษัทประกันภัยที่ผู้ให้กู้ยืมยินยอมเห็นชอบ ทั้งยินยอมให้ผู้ให้กู้ยืมอำนาจจัดการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยแทนได้ตลอดจนเพิ่มหรือลดวงเงินทุนประกันได้ตามความจำเป็นสำหรับเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ฉบับนั้น หากผู้ให้กู้ยืมออกเงินทดรองจ่ายแทนไปก่อนผู้กู้ยืมยินยอมชดใช้คืนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเต็มตามจำนวนพร้อมทั้งดอกเบี้ยด้วยในอัตราดังกล่าวในข้อ 2" นอกจากนี้ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการกำหนดสถาบันการเงินและอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2526ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2526 กำหนดอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยที่บริษัทประกัน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง