ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 4057/2561

หลักกฎหมาย

เมื่อมีผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ผู้เยาว์ อันมีผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนนั้น เป็นการที่โจทก์จะได้มาซึ่งทรัพย์สินอย่างหนึ่ง หากมีการประนีประนอมยอมความกัน บิดามารดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจะต้องเป็นผู้ทำนิติกรรมแทนโจทก์ และเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแล้ว ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ เพราะเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามที่บังคับไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1566 และมาตรา 1574 (12) เมื่อได้ความว่า ฉ. ยายของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำข้อตกลงเรื่องค่าเสียหายของโจทก์โดยไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 อีก เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยขณะนั้นโจทก์มีจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง การที่ ฉ. ซึ่งมิได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 ตามลำพัง จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์แต่ประการใด สิทธินำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์จึงไม่ระงับไป

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางภาวนา และนายเกตุ เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยร่วมที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 60,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดไม่เกิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 มาสอบถามว่าจะเข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงประกอบคำร้องว่า การดำเนินคดีไม่เป็นประโยชน์เพราะโจทก์ต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย และขอให้ศาลจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว เมื่อคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่จำต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับการจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยร่วมที่ 1 เป็นมารดาของโจทก์ ขณะเกิดเหตุโจทก์อายุ 15 ปีเศษ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 81 - 2699 ฉะเชิงเทรา มีจำเลยที่ 2 รับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2549 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 1 จอดรถบรรทุกดังกล่าวไว้ริมถนนศาลาแดง 7 อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กตฉ ฉะเชิงเทรา 974 มาชนท้ายรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามคดีหมายเลขแดงที่ 558/2550 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ในส่วนของจำเลยที่ 1 ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทโดยจอดรถในลักษณะกีดขวางทางเดินรถ และไม่มีแสงสว่างจากโคมไฟฟ้าหรือแสงสว่างอื่นใดให้ผู้ขับรถอื่นจะได้เห็นรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 จอดได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร เป็นเหตุให้โจทก์ขับรถจักรยานยนต์มาชนท้ายรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 โจทก์กระแทกท้ายรถบรรทุก แล้วตกจากรถจักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน สำหรับจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงยุติไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า เหตุเกิดจากความประมาทของโจทก์ด้วยหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์เป็นฝ่ายประมาทด้วยเนื่องจากโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์และขับรถด้วยความเร็ว 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในทางเดินรถที่มีคนพลุกพล่าน นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ก็ถือไม่ได้ว่าการที่โจทก์ขับรถจักรยานยนต์มาชนท้ายรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยประมาท เพราะการกระทำโดยประมาทหรือไม่จะต้องพิจารณาว่า โจทก์กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และโจทก์อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ดังนั้นการที่โจทก์ขับรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ จึงมิใช่การกระทำโดยประมาท และแม้โจทก์จะเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วประมาณ 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เมื่อพิจารณาบริเวณที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นที่จอดรถบรรทุกแล้ว จะเห็นได้ว่าถนนที่เกิดเหตุเป็นทางตรง สองข้างทางเป็นไร่นาและสวนสลับกับต้นไม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4057/2561 · ทนอย Thanoy