ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 4066/2540

หลักกฎหมาย

คำฟ้องโจทก์บรรยายว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถไปตามถนนแจ้งวัฒนะจากสี่แยกหลักสี่มุ่งหน้าไปห้าแยกปากเกร็ดเมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถคันเกิดเหตุออกจาก ช่องทางเดินรถไปบนไหล่ทางด้านซ้ายซึ่งเป็นทางสำหรับคนเดินเท้าและเสียหลักตกไปในคูน้ำข้างถนน โดยทับร่างของผู้ตายทั้งสองขณะเดินอยู่บนไหล่ทางด้านซ้ายดังกล่าวตกไปในคูน้ำข้างถนนด้วยเป็นคำฟ้องที่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัย เป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว แม้โจทก์ทั้งสองสำนวนมิได้บรรยายว่าผู้ตายทั้งสองเดินอย่างไร เดินจากไหนไปไหน เดินหันหน้าหรือหันหลังให้รถขณะที่ถูกเฉี่ยวชนก็เป็นรายละเอียดที่โจทก์ทั้งสองสำนวนจะนำสืบในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม การที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถห้ามล้อได้ทัน เป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยที่ 1 ขับชนผู้ตายทั้งสองเหตุรถชนจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ถนนที่เกิดเหตุมีเกาะกลางถนน และถนนด้านซ้ายมีไหล่ทางมีรถยนต์ปิกอัพจอดบนไหล่ทาง ไหล่ทางดังกล่าวมีขนาดความกว้างซึ่งรถยนต์สามารถจอดได้อย่างปลอดภัยเมื่อถนนที่เกิดเหตุมีไหล่ทางและจุดที่ผู้ตายทั้งสองเดินขณะถูกชนก็ไม่มีรถยนต์จอดและเกิดเหตุผู้ตายทั้งสองกำลังเดินอยู่บนไหล่ทางด้านซ้ายด้วยกันมิได้ปฏิบัติฝ่าฝืน พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 103 ที่บัญญัติเกี่ยวกับคนเดินเท้าว่า ทางใดที่มีทางเท้าหรือไหล่ทางอยู่ข้างทางเดินรถให้คนเดินเท้าเดินบนทางเท้าหรือไหล่ทาง ถ้าทางนั้นไม่มีทางเท้าอยู่ข้างทางเดินรถให้เดินริมทางด้านขวาของตน ดังนั้นเหตุที่จำเลยที่ 1ขับรถชนผู้ตายทั้งสองจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 แต่เพียงฝ่ายเดียว ผู้ตายทั้งสองไม่มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย บันทึกข้อความตามหนังสือของผู้บัญชาการตำรวจนครบาลถึงพนักงานสอบสวนแนะนำถึงวิธีปฏิบัติในการไกล่เกลี่ยชั้นสอบสวนให้คู่กรณีในคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนได้เจรจาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายกันโดยให้พิจารณาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นประกอบกับฐานะการเงินและความสามารถของผู้ต้องหาหรือผู้มีส่วนรับผิดชอบในคดีนั้น ๆ เป็นราย ๆ ไปด้วยนั้น เป็นเพียงแนวทางให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติเพื่อช่วยผู้เสียหายไม่ต้องนำคดีไปฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อศาลเท่านั้น บันทึกข้อความดังกล่าวมิใช่หลักปฏิบัติที่ศาลต้องปฏิบัติตาม การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายโดยพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดจึงชอบแล้วไม่จำต้องพิจารณาถึงฐานะการเงินและความสามารถชำระของฝ่ายที่ทำละเมิดด้วย แม้ชั้นสอบสวนผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้เจรจากับจำเลยเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนตามที่พนักงานสอบสวนช่วยไกล่เกลี่ยและผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ยอมลดค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องลงเหลือ 3,000,000 บาท แต่จำเลยเสนอให้เงินช่วยเหลือเพียง70,000 บาท เมื่อการเจรจาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวตกลงกันไม่ได้ จำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เจรจากันย่อมสิ้นผลไปด้วย และไม่ตัดสิทธิโจทก์ในการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนมากกว่าจำนวนดังกล่าว ดังนั้น โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนซึ่งเห็นว่าควรจะได้ตามกฎหมายแม้ค่าสินไหมทดแทนที่ฟ้องจะมากกว่าจำนวนที่เจรจากัน ก็ไม่เห็นการใช้สิทธิที่ขัดต่อศีลธรรม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 บัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควรโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความเมื่อศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี เหตุที่โจทก์จำต้องใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนประกอบกับการดำเนินคดีของจำเลยแล้วใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เต็มตามทุนทรัพย์ที่ฟ้องได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3ที่ 4 ตามลำดับเรียกโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ตามลำดับ กับเรียกบริษัทร.ส.พ.ประกันภัย จำกัด ซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้เรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในสำนวนแรกตามคำร้องของจำเลยที่ 3เป็นเป็นจำเลยที่ 6 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 6 โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาของนายรังสรรค์ ฉันท์ธนกุล โจทก์ที่ 2 เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายรังสรรค์โจทก์ที่ 3 และที่ 4 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายรังสรรค์ โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินคดีแทน โจทก์ที่ 5 เป็นมารดาของนายยอด วงษ์วานิชโจทก์ที่ 6 เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายยอดโจทก์ที่ 7 ที่ 8และที่ 9 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายยอด โจทก์ที่ 5 และที่ 7 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 6 ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 3 ที่ 4 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0037 นนทบุรี จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของรถพ่วงหมายเลขทะเบียน ล-0084 สระบุรีจำเลยที่ 2 และที่ 5 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 6เป็นผู้รับประกันกับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0037 นนทบุรีตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามจำเลยที่ 2 เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอก เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2535เวลากลางวันจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน70-0037 นนทบุรี ลากจูงรถพ่วงหมายเลขทะเบียน ล-0084 สระบุรีไปในทางการที่จ้างและตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 5โดยขับรถไปตามถนนแจ้งวัฒนะ จากสี่แยกหลักสี่มุ่งหน้าไปทางห้าแยกปากเกร็ด ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถที่จำเลยที่ 1 ขับมานั้นเฉี่ยวชนทับร่างของนายรังสรรค์และนายยอดซึ่งเดินอยู่บนไหล่ทางด้านซ้ายตกไปในคูน้ำพร้อมกับรถที่จำเลยที่ 1 ขับเป็นเหตุให้บุคคลทั้งสองถึงแก่ความตายทันทีและทำให้โจทก์ทั้งเก้าได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าปลงศพให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 116,812 บาทและให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์แต่ละคนดังกล่าว โดยส่วนของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 รวมเป็นเงินค่าขาดไร้อุปการะ 1,416,000 บาท รวมค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1ถึง ที่ 4 ทั้งหมดเป็นเงิน 1,532,812 บาท ส่วนของโจทก์ที่ 5ถึงที่ 9 รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งหมด 4,738,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงินค่าเสียหายรวมแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทั้งสองสำนวนให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนเคลือบคลุม เพราะมิได้บรรยายว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายทั้งสองเดินอย่างไรไปในทิศทางใด และให้การต่อสู้คดีอีกหลายประการขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งเก้ายื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 6 ซึ่งชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4จำนวน 50,000 บาท และให้โจทก์ที่ 5 ถึงที่ 9 จำนวน 50,000 บาทศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 47,500 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน464,312 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 167,500 บาท โจทก์ที่ 4จำนวน 275,500 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 264,000 บาท โจทก์ที่ 6จำนวน 590,000 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 20,000 บาทโจทก์ที่ 8 จำนวน 115,000 บาท โจทก์ที่ 9 จำนวน 278,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินของโจทก์แต่ละคนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ร่วมกันชำระเงินค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ตามจำนวนที่ศาลชั้นต้นกำหนด และแก่โจทก์ที่ 2จำนวน 347,500 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินของโจทก์แต่ละคนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษา กับชำระเงินค่าปลงศพจำนวน 116,812บาทแก่โจทก์ที่ 2 และจำนวน 154,000 บาทแก่โจทก์ที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้เป็นยุติว่าโจทก์ที่ 1 เป็นมารดา โจทก์ที่ 2 เป็นภริยา โจทก์ที่ 3 และที่ 4เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายรังสรรค์ ฉันธธนกุล โจทก์ที่ 5เป็นมารดา โจทก์ที่ 6 เป็นภริยา โจทก์ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายยอด วงษ์วานิช ส่วนจำเลยที่ 1เป็นลูกจ้างของจำเล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4066/2540 · ทนอย Thanoy