คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561
ฎีกาที่ 4067/2561
หลักกฎหมาย
แม้การคิดดอกเบี้ยของเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอ้างอิงกับประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารก็ตาม แต่การออกเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเป็นหนี้ที่เกิดจากข้อตกลงตามสัญญาในการออกเงินทดรองไปก่อน และการกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยของเงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามสัญญา เป็นการกำหนดเบี้ยปรับอย่างหนึ่งจากการที่ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง หากศาลเห็นว่ากำหนดเบี้ยปรับไว้สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะปรับลดเบี้ยปรับดังกล่าวลงให้เหมาะสมได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 29,139,218.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 19,817,656.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12340 ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่ดินโฉนดเลขที่ 18776, 19009, 19073, 19074 และ 26888 ตำบลโชคชัย อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา และที่ดินโฉนดเลขที่ 26375 ตำบลโชคชัย (กระโทก) อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นเงิน 5,078,626.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ 11,513,509.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,534,571.13 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และของต้นเงิน 7,978,938.85 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัย 32,290.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเบี้ยประกันภัย 33,451.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ด้วย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12340 ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่ดินโฉนดเลขที่ 18776, 19009, 19073, 19074 และ 26888 ตำบลโชคชัย อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา และที่ดินโฉนดเลขที่ 26375 ตำบลโชคชัย (กระโทก) อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอชำระให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้า ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ให้นำเงินที่ชำระนับตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 รวมเป็นเงิน 831,500.55 บาท กับเงินฝากเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 จำนวน 7,000 บาท ไปหักออกจากต้นเงิน 4,997,214.68 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับแรก ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระแก่ธนาคารนับตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 รวมเป็นเงิน 3,789,852.06 บาท ไปหักออกจากต้นเงิน 7,989,035 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระต้นเงินคงเหลือดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับที่สองและฉบับที่สาม ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระแก่ธนาคาร นับตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 รวมเป็นเงิน 323,595.71 บาท ไปหักออกจากต้นเงิน 3,519,995.31 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระต้นเงินคงเหลือดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเบี้ยประกันภัย 65,744.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมชำระค่าเบี้ยประกันภัย โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในต้นเงินที่ไม่เกินวงเงิน 18,000,000 บาท จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมรับผิดในต้นเงินที่ไม่เกินวงเงิน 26,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินทั้งสามฉบับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง