ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 407/2551

หลักกฎหมาย

คำเบิกความของพนักงานสอบสวนที่ว่าได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่เกิดเหตุ และให้ความเห็นจากการตรวจที่เกิดเหตุ และแผนที่เกิดเหตุประกอบกันว่าเหตุเกิดเพราะความผิดของฝ่ายใด มิใช่พยานบอกเล่า รับฟังได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหัวลากหมายเลขทะเบียน 73-0520 กรุงเทพมหานครร และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 73-0225 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2541 นายสุทนขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไปตามถนนสายฉะเชิงเทรา-บางประกง เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 6 ถึงที่ 7 ตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหัวลากหมายเลขทะเบียน 70-4564 ชลบุรี และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 82-5769 ชลบุรี ในทางการที่จ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ไปจอดบริเวณไหล่ทางในเวลากลางคืนไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง เป็นเหตุให้นายสุทนขับรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เฉี่ยวชนได้รับความเสียหายโจทก์จัดการซ่อมแซมรถยนต์บรรทุกคันที่รับประกันภัย และชำระค่าแรงและค่าอะไหล่ไปเป็นเงิน 737,479 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 771,979 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปจอดบริเวณที่เกิดเหตุไม่กีดขวางการจราจรและเปิดโคมไฟฟ้าส่องสว่าง เหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายสุทนขับรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เฉี่ยวชนรถยนต์ของจำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์เสียหายไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 ทนายโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงว่า พันตำรวจตรีมนัสเป็นพนักงานสอบสวนผู้รวบรวมและทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ สอบปากคำร้อยตำรวจเอกสมพรบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจร และได้สอบปากคำนายสำเนียงไว้ และทนายจำเลยที่ 2 ยอมรับว่า ภาพถ่ายจำนวน 2 ภาพ เป็นภาพถ่ายหลังเกิดเหตุ ศาลฎีกาได้ตรวจดูเอกสารและภาพถ่ายดังกล่าวแล้วปรากฏว่า ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจรนั้น ถนนที่เกิดเหตุเป็นถนนขนาดใหญ่มีทางเดินรถ 4 ช่อง เป็นทางเดินรถไปอำเภอบางปะกง 2 ช่อง ส่วนอีก 2 ช่องเป็นทางเดินรถไปทาง จังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ละช่องทางกว้างถึง 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้าง 2.50 เมตร มีเกาะกลางถนนกว้าง 3 เมตร รถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 ขับนั้นจอดอยู่ที่บริเวณไหล่ทางของทางเดินรถไปทางอำเภอบางประกง มีเศษวัสดุของรถและเศษกระจกตกอยู่บริเวณท้ายรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 ขับ ในบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุระบุไว้ในข้อ 9.1 ว่ารถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 ขับจอดอยู่บริเวณไหล่ทางล้อหน้าด้านขวาห่างเส้นขอบทาง 0.32 เมตร ล้อหลังด้านขวาห่าง 0.22 เมตร ล้อหลังด้านขวาตัวพ่วงห่าง 1.15 เมตร ตามบันทึกคำให้การของร้อยตำรวจเอกสมพรระบุว่าวันเกิดเหตุเวลา 05.15 นาฬิกา ได้รับแจ้งเหตุจึงเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบเศษกระจกและเศษวัสดุของรถตกอยู่บริเวณมุมตู้คอนเทนเนอร์ด้านขวาสันนิษฐานว่าเป็นจุดชน พบรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้จอดขวางช่องทางเดินรถช่องซ้ายสุดและช่องขวา ล้อหน้าห่างจากเส้นขอบทางด้านเกาะกลางถนนวัดได้ 1.40 เมตร ล้อหลังของตัวพ่วงห่าง 3.50 เมตร ล้อหลังด้านซ้ายห่างขอบทาง 1 เมตร พบนายเฉลาได้รับบาดเจ็บอยู่ตรงหน้ารถด้านซ้าย พยานจึงได้ช่วยเหลือร่วมกับเจ้าหน้าที่มูลนิธินำออกจากรถส่งโรงพยาบาล และนายเฉลาถึงแก่ความตายเวลาต่อมา คำให้การของร้อยตำรวจเอกสมพรสอดคล้องกับแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจรที่ระบุว่าเหตุเกิด เวลา 05.10 นาฬิกา การที่ร้อยตำรวจเอกสมพรไปถึงที่เกิดเหตุขณะนายเฉลาผู้ได้รับบาดเจ็บยังอยู่ในรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ แสดงว่าไปถึงในเวลากระชั้นชิดกับเวลาที่ได้รับแจ้งเหตุ สภาพของรถยนต์บรรทุกของคู่กรณีจึงอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริง โจทก์คงมีนายสุทนเบิกความว่า พยานเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันไว้ไปตามถนนที่เกิดเหตุด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในช่องทางเดินรถด้านซ้าย ขณะถึงบริเวณที่เกิดเหตุมีรถยนต์บรรทุกแล่นเซงขึ้นหน้าด้านขวาพยานจึงขับรถเบียดมาทางไหล่ทางชนกับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับจอดอยู่ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่างคำเบิกความของนายสุทนเมื่อนำมาพิจารณาประกอบภาพถ่ายรถยนต์บรรทุกรถยนต์บรรทุกที่นายสุทนขับได้รับความเสียหายอย่างมาก โจทก์ผู้รับประกันภัยต้องเสียค่าซ่อมเป็นเงินถึง 737,479.05 บาท หากนายสุทนขับรถด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คงไม่เสียหายมากขนาดนี้ นายสุทนยังเบิกความอีกว่าหากรถบรรทุกน้ำไม่ขับแซงรถของพยาน พยานก็ไม่จำต้องขับหลบไปเฉี่ยวชนรถคู่กรณีที่จอดอยู่บริเวณที่เกิดเหตุเนื่องจากสามารถขับหลบหลีกได้ คำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 407/2551 · ทนอย Thanoy