คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 4080/2550
หลักกฎหมาย
การสอบสวนของแพทยสภาจำเลยจะชอบด้วยกระบวนการสอบสวนหรือไม่ ต้องมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาพิจารณาปรับเข้ากับข้อกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้ในคำฟ้องจึงไม่มีประเด็นการสอบสวนชอบหรือไม่ จำเลยจึงไม่จำเป็นที่จะต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นวินิจฉัยว่ากระบวนการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่เป็นธรรมต่อจำเลย จึงไม่ชอบเพราะหากมีประเด็นนี้ในศาลชั้นต้น จำเลยอาจจะนำสืบข้อเท็จจริงต่างจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยได้ การที่จะยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง จะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีด้วย โจทก์ไม่ได้ตรวจร่างกาย ป. ก่อนที่ ส. จะจ่ายมา เมื่อยาดังกล่าวเป็นไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยมวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 และเออโกตามีน ทาร์เตรต ซึ่งเป็นยาอันตราย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของผู้ป่วยได้และอาจเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ การที่คณะกรรมการของแพทยสภาจำเลยเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวของโจทก์เป็นอันตรายต่อสังคมทั่วไปและเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับแพทย์สภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 หมวด 1 ข้อ 2 และมีมติภาคทัณฑ์โจทก์ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 39 (3) จึงเป็นดุลพินิจที่ชอบ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยได้รับอนุญาตจากจำเลยและเปิดสถานพยาบาลชื่อรวมแพทย์ข้างฟากคลินิก (ที่ถูกรวมแพทย์ข้ามฟากโพลีคลินิก) ตั้งอยู่เลขที่ 75/18 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2538 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการส่งพลตำรวจสมัครประสิทธิ์ ศิริจินดา เข้าไปล่อซื้อยาจากโจทก์และจับกุมโจทก์กับพวกในข้อหาขายยาไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยม วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 และยาแผนปัจจุบันอันตราย โดยไม่มีใบอนุญาตและใบสั่งยาจากแพทย์และยินยอมให้มีการประกอบโรคศิลปะโดยผิดกฎหมาย ต่อมาอัยการจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์กับพวก เพราะโจทก์กับพวกไม่ได้กระทำความผิด คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมที่จำเลยแต่งตั้งแสวงหาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จำเลยจึงตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนชุดที่ 1 สอบสวนโจทก์และมีความเห็นควรลงโทษว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ แต่จำเลยกลับลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ตามคำสั่งแพทยสภาที่ 2/2541 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2541 โจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ขอให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ขอให้เพิกถอนหรือยกเลิกคำสั่งแพทยสภาที่ 2/2541 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2541 จำเลยให้การว่า คำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว เหตุที่มีการออกคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากได้รับคำร้องเรียนจากประชาชนว่าโจทก์มีพฤติการณ์ที่ไม่ชอบ เลขาธิการแพทยสภาจึงเสนอเรื่องต่อประธานอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง คณะกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาเวชกรรม ชุดที่ 5 มีความเห็นและมีมติว่าคดีมีมูล จำเลยจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการสอบสวนชุดที่ 1 สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า โจทก์สั่งยาไดอาซีแพมหรือแวเลี่ยมให้แก่คนไข้โดยไม่ได้ตราจร่างกายและยาดังกล่าวเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ถือว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่เหมาะสมเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมหมวด 1 ข้อ 2 เห็นสมควรลงโทษว่ากล่าวตักเตือน จำเลยพิจารณาสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนชุดที่ 1 แล้ว เห็นควรเพิ่มโทษเป็นภาคทัณฑ์ จึงเสนอมติของจำเลยต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดำรงตำแหน่งสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภาเพื่อให้ความเห็นชอบแล้วก่อนที่จำเลยจะออกคำสั่งดังกล่าว จำเลยดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์กับพวกไม่มีผลต่อการสอบสวนด้านจริยธรรมโจทก์ และเหตุที่อัยการจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์เป็นเพราะคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งแพทยสภาที่ 2/2542 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2541 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยได้รับอนุญาตจากจำเลย ตามใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเอกสารหมาย จ.1 โจทก์เปิดสถานพยาบาลใช้ชื่อว่ารวมแพทย์ข้ามฟากโพลีคลินิก เลขที่ 75/81 ถนนศรีสมุทร ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2538 พลตำรวจสมัครประสิทธิ์ ศิริจินดา ปลอมตัวเป็นคนไข้เข้าไปที่คลินิกของโจทก์อ้างว่าไม่สบายปวดศีรษะตัวร้อนและนอนไม่หลับขอให้ช่วยจัดยาให้ โจทก์คิดค่ารักษาพยาบาลในราคา 90 บาท จากนั้นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการจับกุมโจทก์ ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่โจทก์ว่าจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 และจำหน่ายยาแผนปัจจุบันอันตรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ พนักงานสอบสวนส่งยาของกลางไปตรวจพิสูจน์ปรากฏผลตามรายงานการตรวจวิเคราะห์เอกสารหมาย ล.9 พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์กับพวก ต่อมามีการร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของโจทก์โดยแนบสำเนาข่าวจากหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ถูกจับกุมในคดีดังกล่าวไปยังสำนักงานเลขาธิการแพทยสภา ตามเอกสารหมาย ล.13 เนื่องจากโจทก์เป็นแพทย์ซึ่งประกอบวิชาชีพเวชกรรมอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 เอกสารหมาย ล.4 ออกตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ชุดที่ 5 ของจำเลยสอบสวนและพิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติกรรมของโจทก์อาจจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพเวชกรรมและยินยอมให้มีการกระทำความผิดต่อกฎหมายในสถานพยาบาล คดีมีมูล ตามบันทึกสรุปผลการแสวงหาข้อเท็จจริงเอกสารหมาย ล.14 จึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง