ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 4085/2545

หลักกฎหมาย

เมื่อเกิดกรณีละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินคดีแก่ผู้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งมีวิธีพิจารณาคดีและการชั่งน้ำหนักรับฟังพยานหลักฐานที่แตกต่างกัน เมื่อโจทก์เลือกดำเนินคดีอาญา จึงต้องนำ ป.วิ.อ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้นนอกจากโจทก์จะต้องสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นโดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำความผิดจริงตามคำฟ้อง ยังต้องได้ความว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้อีกด้วย เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าฝ่ายจำเลยมีเจตนากระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว และโจทก์เป็นผู้ว่าจ้างนาย ฟ. ไปทำการล่อซื้อ จึงเท่ากับว่าโจทก์มีส่วนเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามคำฟ้องขึ้นเอง โจทก์ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะกล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๒๓ ถึง ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เวลากลางวันและเวลากลางคืน จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสามร่วมกันทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นลงในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ ๑ โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสามร่วมกันขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย แจกจ่าย และเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ดังกล่าวแก่ลูกค้าของจำเลยและประชาชนทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยทั้งสามรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ เหตุเกิดที่แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๐, ๓๑, ๖๙ วรรคสอง, ๗๐ วรรคสอง และ ๗๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และ ๙๑ และจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๐ (๑) , ๓๑ (๑) (๓), ๖๙ วรรคสอง และ ๗๐ วรรคสอง (ที่ถูกต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ มาด้วย) ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานทำซ้ำซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยมิได้รับอนุญาตเพื่อการค้า ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๖๐,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๑๖๐,๐๐๐ บาท ฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้จำคุก ๓ เดือน และปรับ ๘๐,๐๐๐ บาท รวมโทษจำเลยที่ ๑ เป็นปรับ ๒๔๐,๐๐๐ บาท รวมโทษจำเลยที่ ๒ เป็นจำคุก ๙ เดือน และปรับ ๒๔๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ ๒ ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และ ๓๐ แต่กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน ๑ ปี และให้จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๗๖ กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของมลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและ ศิลปกรรมอันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ตามที่โจทก์ได้กล่าวมาในคำฟ้อง ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศและได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายรุทร นพคุณ ดำเนินคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการค้าจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้จัดการ และมีจำเลยที่ ๓ เป็นพนักงานขายประจำร้านค้าของจำเลยที่ ๑ ตั้งอยู่เลขที่ ๓๙/๒๙ หมู่ที่ ๗ ซอยตลาดสมพรชัย แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เกี่ยวกับอำนาจฟ้องว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษทางอาญาแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ตามคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อเกิดกรณีละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินคดีแก่ผู้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญาซึ่งมีวิธีพิจารณาคดีและการชั่งน้ำหนักรับฟังพยานหลักฐานที่แตกต่างกัน เมื่อโจทก์เลือกดำเนินคดีนี้โดยฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นคดีอาญา คดีโจทก์จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ซึ่งให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ดังนั้น นอกจากโจทก์จะต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้โดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้กระทำความผิดจริงตามคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ แล้ว คดียังจะต้องได้ความว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4085/2545 · ทนอย Thanoy