คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547
ฎีกาที่ 41/2547
หลักกฎหมาย
จำเลยเป็นเจ้าของเรือมาตุภูมิได้ดำเนินการขนส่งสินค้าร่วมกับบริษัทอาร์. โดยแบ่งหน้าที่และผลประโยชน์กัน จำเลยจึงเป็น "ผู้ขนส่ง" นิยามในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ เพราะเข้าลักษณะของบุคคลที่ประกอบกิจการรับขนของทางทะเลเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติและร่วมกันเป็นฝ่ายที่ทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของ ดังนั้น เมื่อสินค้าของโจทก์ได้รับความเสียหายเพราะอุณหภูมิไม่คงที่ในระหว่างการขนส่งในช่วงจากท่าเรือในเมืองสุราบายาถึงท่าเรือสิงคโปร์ซึ่งมีความล่าช้าผิดปกติ จำเลยในฐานะผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดต่อความเสียหายของสินค้าให้แก่โจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์เป็นพยานเอกสารที่ทำขึ้นก่อนเกิดข้อพิพาท เอกสารแต่ละฉบับมีรายละเอียดและจำนวนเงินระบุไว้อย่างมีเหตุผล เชื่อว่ารายการต่างๆ มีมูลค่าตามที่โจทก์กล่าวอ้างจริง อย่างไรก็ตาม น. กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ให้ถ้อยคำว่าสินค้ารายพิพาทนี้เป็นราคาซีแอนด์เอฟคือราคาสินค้ารวมค่าระวาง ดังนั้น ค่าระวางรายการที่สองที่โจทก์เรียกร้องมาจึงรวมอยู่ในค่าสินค้ารายการที่หนึ่งด้วยแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้ซ้ำอีกได้ ส่วนค่าเสียหายรายการที่เหลือ เมื่อเป็นรายการที่โจทก์ได้จ่ายไปจริงและไม่ซ้ำซ้อนกับรายการอื่น จึงเป็นความเสียหายที่แท้จริงของโจทก์ แต่เมื่อคดีนี้เป็นการเรียกร้องให้จำเลยผู้ขนส่งรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งสินค้าทางทะเล จำเลยจึงอ้างข้อจำกัดความรับผิดไม่เกินกิโลกรัมละ 30 บาทต่อน้ำหนักของสินค้าตามข้อต่อสู้ของจำเลยได้ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และมาตรา 59 (1)
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 3พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 40พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 59
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,027,790.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นโดยที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2543 โจทก์สั่งซื้อสินค้าปลาทูน่าแช่แข็งจากผู้ขายที่ประเทศอินโดนิเซียและขอให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายแทนโจทก์ ต่อมาสินค้าได้ถูกขนส่งโดยตู้คอนเทนเนอร์ชนิดมีเครื่องทำความเย็น 2 ตู้ เลขที่อาร์อีจียู 1804850 และอาร์อีจียู 1805040 ซึ่งที่ข้างตู้มีตัวอักษรภาษาอังกฤษขนาดใหญ่สูงประมาณครึ่งหนึ่งของตู้แสดงชื่อทางการค้าของผู้ประกอบการว่า "RCL" ตามภาพถ่ายตู้คอนเทนเนอร์เอกสารหมาย จ.56 การขนส่งครั้งนี้ผู้ส่งรับตู้คอนเทนเนอร์จากผู้ขนส่งไปบรรจุสินค้าเข้าตู้และปิดผนึกตู้เอง (Shipper's Load and Count, Container Sealed by Shippers) ส่วนผู้ขนส่งทำหน้าที่รับตู้สินค้าไว้ในความดูแลตั้งแต่ลานวางตู้สินค้าที่ท่าเรือในเมืองสุราบายา (SURABAYA CY) ประเทศอินโดนีเซีย จนถึงเมื่อส่งมอบตู้สินค้าที่ลานวางตู้สินค้าที่ท่าเรือในกรุงเทพมหานคร (BANGKOK CY) ระหว่างเดินทางจากท่าเรือในเมืองสุราบายามายังท่าเรือในกรุงเทพมหานครนั้น เครื่องทำความเย็นของตู้สินค้าถูกกำหนดไว้ว่าต้องมีอุณหภูมิอยู่ที่ลบ 18 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2543 ตู้สินค้าได้ถูกขนลงเรือฟองเจาเที่ยวที่ 002 ที่ท่าเรือในเมืองสุราบายา และในวันเดียวกันผู้ขนส่งได้ออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 ให้ไว้เป็นหลักฐานแห่งการขนส่ง ใบตราส่งดังกล่าวเป็นแบบฟอร์มสัญญาสำเร็จรูปที่ใช้แก่ลูกค้าทั่วไปของผู้ขนส่ง ที่หัวกระดาษด้านขวามือมีชื่อทางการค้าเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า RCL อยู่ในกรอบวงรี จากนั้นจึงมีข้อความแยกออกไปว่า Regional Container Lines อยู่ข้างๆ กรอบวงรี ส่วนผู้ลงนามในใบตราส่งในฐานะผู้ขนส่งนั้นระบุไว้ว่าคือ อาร์ซีแอล ฟีดเดอร์ พีทีอี แอลทีดี (RCL FEEDER FTE LTD) และระบุไว้ด้วยว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัท RCL ใบตราส่งดังกล่าวได้ระบุให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับตราส่ง และระบุว่าจะมีการเปลี่ยนถ่ายตู้สินค้าจากเรือฟองเจาไปยังเรือมาตุภูมิเที่ยวที่ 469 N ที่ประเทศสิงคโปร์ ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2543 ตู้สินค้าได้ถูกเปลี่ยนถ่ายจากเรือฟองเจาไปยังเรือมาตุภูมิที่ประเทศสิงคโปร์แต่เป็นเรือมาตุภูมิเที่ยวที่ 470 N ไม่ใช่เรือมาตุภูมิเที่ยวที่ 469 N เรือมาตุภูมิเที่ยวที่ 470 N ได้เดินทางขนตู้สินค้ามาถึงท่าเรือของบริษัทไทยพรอสเพอริตีเทอมินอล จำกัด เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2543 หลังจากยกตู้สินค้าลงจากเรือแล้วได้มีการขนตู้สินค้าไปไว้ที่ลานวางตู้สินค้าที่ท่าเรือบริษัทไทยพรอสเพอริตีเทอมินอล จำกัด โดยบริษัทไทยพรอสเพอริตีเทอมินอล จำกัด รับตู้สินค้าไว้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2543 ปรากฏว่าตู้คอนเทนเนอร์นั้นอยู่ในสภาพดี ตามใบรับตู้ของบริษัทไทยพรอสเพอริตีเทอมินอล จำกัด เอกสารหมาย ล.7 และ ล.8 ในวันเดียวกันบริษัทโหวงฮก จำกัด เป็นผู้ออกใบสั่งปล่อยสินค้า (Delivery Order) ให้แก่ตัวแทนของโจทก์ ตามใบสั่งปล่อยสินค้าเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 และบริษัทโหวงฮก จำกัด เป็นผู้รับชำระเงินค่าธรรมเนียมใบปล่อยสินค้า ค่าลานวางตู้สินค้า ค่าไฟฟ้าของตู้สินค้าระหว่างวันที่ 24 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2543 และค่ายกขนตู้สินค้า ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.35 ถึง จ.38 ในวันเดียวกันเมื่อขนตู้สินค้าไปที่โรงงานของตัวแทนโจทก์แล้วเปิดตู้ตรวจสอบปรากฏว่าปลาทูน่าในตู้คอนเทนเนอร์ได้รับความเสียหายไม่สามารถนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์เดิมได้จึงนำออกขายทอดตลาดได้เงินจำนวน 148,089.60 บาท ตามรายงานผลการสำรวจของบริษัทวูฟแกงค์พลาท (ประเทศไทย) จำกัด เอกสารและภาพถ่ายหมาย จ.22 ถึง จ.25 และรายงานผลการสำรวจของบริษัทจาร์ดีน เซอร์เวย์อิงค์ เซอร์วิสเซส เอกสารและภาพถ่ายหมาย ล.18 อุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างถูกขนส่งจากประเทศสิงคโปร์มายังท่าเรือกรุงเทพ ปรากฏตามสำเนาและต้นฉบับกราฟวงกลมแสดงอุณหภูมิ (PART LOW CHART) เอกสารหมาย จ.13 จ.14 และ ล.1 ล.2 สำหรับจำเลยนั้นมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเป็นเจ้าของเรือ ทำการก่อตั้งและเปิดสายการเดินเรือ ให้บริการการเดินเรือ และประกอบกิจการในการขนส่งสินค้าโดยเรือหรือรถหรือโดยวิธีอื่น มีทุนจดทะเบียน 663,000,000 บาท โดยมีทุนที่ชำระแล้ว 636,662,870 บาท และมีสำนักงาน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง