คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 4107/2558
หลักกฎหมาย
เดิมจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายในกำหนด 90 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 74 วรรคสอง แล้ว แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่ แต่เนื้อหาของคำอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวเป็นเพียงการเพิ่มเติมรายละเอียดของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ และข้อเท็จจริงอื่นซึ่งได้มีการกล่าวอ้างมาแต่ในชั้นพิจารณาของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเท่านั้น ซึ่งอุทธรณ์ฉบับเดิมก็ได้มีการกล่าวไว้แล้วเพียงแต่ไม่มีการยกข้อความซึ่งอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไว้หรือข้อความในสัญญาขึ้นกล่าวอ้างไว้ในอุทธรณ์ เพียงแต่อ้างว่ามีรายละเอียดปรากฏอยู่ในหน้าใดของคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรืออยู่ในสัญญาข้อใดตามเอกสารที่แนบท้ายมาเท่านั้น อุทธรณ์ฉบับใหม่จึงไม่ใช่การเพิ่มเติมเนื้อหาสาระสำคัญหรือข้อเท็จจริงเข้ามาใหม่ต่างจากอุทธรณ์ฉบับเดิม แต่เป็นการเพิ่มรายละเอียดในอุทธรณ์ฉบับเดิมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงชอบที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะรับอุทธรณ์ฉบับใหม่ของจำเลยที่ 1 ไว้ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับเดิมของจำเลยที่ 1 ได้ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดว่า เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้รับอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วต้องแจ้งให้ผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิยื่นคำชี้แจงหรือคำคัดค้าน คงมีแต่ในชั้นพิจารณาของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่กฎหมายบัญญัติว่า เมื่อได้รับคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าจากเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือผู้ได้รับอนุญาต ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีหนังสือแจ้งให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือผู้ได้รับอนุญาตแล้วแต่กรณีทราบเพื่อยื่นคำชี้แจงภายในกำหนดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 74 วรรคสอง ที่ไม่ได้บัญญัติให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้ได้รับอนุญาตทราบเพื่อยื่นคำคัดค้าน จึงถือไม่ได้ว่าคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาอุทธรณ์จำเลยที่ 1 โดยผิดระเบียบหรือผิดกฎหมาย เมื่อโจทก์ยื่นคำคัดค้านโต้แย้งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าก็ได้นำข้อเท็จจริงในคำโต้แย้งคัดค้านของโจทก์มาพิจารณาด้วย ทั้งไม่มีบทบัญญัติตามระเบียบข้อบังคับหรือตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่กำหนดให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต้องวินิจฉัยตามคำโต้แย้งคัดค้านอุทธรณ์ทุกประเด็น การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และคำโต้แย้งคัดค้านของโจทก์เฉพาะประเด็นสำคัญ ถือว่าการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแสดงให้เห็นว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการฉบับที่ 1 สิ้นสุดลงโดยการบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้อนุญาตแล้ว ส่วนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ ฉบับที่ 2 แม้จำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิโดยชอบในการบอกเลิกสัญญาแล้ว แต่เนื่องจากมีการนำไปจดทะเบียนและยังไม่ได้รับการเพิกถอนจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า อนุญาโตตุลาการจึงไม่ชอบที่จะวินิจฉัยว่า สัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้ว เนื่องจากจะกระทบกระเทือนถึงอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จากคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าแสดงได้ว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ ฉบับที่ 2 ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 72
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 72พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 73พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 74
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 107/2552 ถึง 133/2552 และเพิกถอนคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารวม 27 คำขอ จำเลยทั้งสิบสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ "TSUTAYA" ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการ ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 นำสัญญาไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน เนื่องจากมีการยื่นคำร้องใหม่และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ "TSUTAYA" ฉบับที่ 2 และนำสัญญามาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารวม 27 คำขอ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งรับจดทะเบียน ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้เพิกถอนการจดทะเบียนสัญญา โดยอ้างว่าโจทก์ค้างชำระค่าสิทธิและเบี้ยปรับอันเป็นการผิดสัญญา จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ และในการบอกเลิกสัญญาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้นำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้าระหว่างประเทศเป็นคดีเลขที่ 13197/เอ็มเอส/เจอีเอ็น ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาด ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่เพิกถอนการจดทะเบียนโดยให้เหตุผลว่า ไม่มีคำวินิจฉัยไว้ ณ ที่ใดในคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการที่โจทก์ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิ้นสุดลงโดยการบอกเลิกสัญญา จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิไม่อาจแสดงให้เห็นได้ว่า สัญญาที่ร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนได้สิ้นสุดลงแล้ว ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 72 วรรคสอง จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งอยู่ภายในกำหนด 90 วัน นับแต่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า แต่ภายหลังจำเลยที่ 1 ได้ยื่นอุทธรณ์หลังครบกำหนด 90 วัน ดังกล่าวอีก 1 ฉบับ ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการที่จำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิ้นสุดแล้วและให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาต่อไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การดำเนินการของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่เกินกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและอุทธรณ์ฉบับใหม่เป็นแก้ไขเปลี่ยนแปลงในข้อสาระสำคัญเป็นการยื่นและใช้แทนอุทธรณ์ฉบับเดิมขัดต่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 74 วรรคสอง และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยพิจารณาจากคำอุทธรณ์ซึ่งยื่นเกินกำหนด 90 วัน ดังกล่าว คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงเป็นเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า เดิมจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งอยู่ภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 74 วรรคสอง แล้ว แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่ แต่เนื้อหาของคำอุทธรณ์ฉบับใหม่เป็นเพียงการเพิ่มเติมรายละเอียดของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิและข้อเท็จจริงอื่นซึ่งได้มีการกล่าวอ้างมาแต่ในชั้นพิจารณาของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเท่านั้น เช่น มีการเพิ่มรายละเอียดโดยสรุปคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการทั้งสิบประเด็นไว้ ซึ่งคำชี้ขาดจำเลยที่ 1 ก็ได้เสนอนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อพิจารณามาแต่ต้นแล้ว ส่วนการเพิ่มเติมข้ออื่นๆ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันคือ เป็นการยกข้อความที่อนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยไว้ในคำชี้ขาดหรือข้อความในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า/บริการทั้งสองฉบับมากล่าวถึงนั่นเอง ซึ่งอุทธรณ์ฉบับเดิมก็ได้มีการกล่าวไว้แล้ว เพียงแต่ไม่มีการยกข้อความซึ่งอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไว้หรือข้อความ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง