คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548
ฎีกาที่ 412/2548
หลักกฎหมาย
แม้คดีนี้และคดีก่อนมีโจทก์จำเลยเป็นคู่ความรายเดียวกันและคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว แต่คดีก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอ้างเหตุว่าโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินคนใหม่ซึ่งที่ดินที่เช่านั้นมีจำเลยเข้าอาศัยอยู่ก่อนแล้ว โจทก์จึงมีเพียงสิทธิการเช่าเท่านั้นโดยยังมิได้ครอบครองใช้ประโยชน์ที่เช่า เมื่อโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ก่อนได้โดยลำพังโดยไม่เรียกผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ทั้งห้องแถวพิพาทมิได้เป็นของโจทก์อีกด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่เป็นเนื้อหาแห่งคดีว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทหรือไม่ การที่โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทในคดีนี้จึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุกับกระทรวงการคลัง แต่โจทก์ไม่สามารถครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินที่เช่าได้ เพราะจำเลยครอบครองอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่เช่า โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไปแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 65 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนราชพัสดุที่ พช.477 ตำบลหล่มเก่า อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ และให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกกระทรวงการคลังเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ 214/2538 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท คดีมีประเด็นเดียวกันกับคดีนี้และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 65 ออกไปจากที่ดินราชพัสดุทะเบียนราชพัสดุที่ พช.477 ตำบลหล่มเก่า อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมนายเชียงฮ้อ แซ่โค้ว บิดาของจำเลยซึ่งเป็นปู่ของโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุจากทางราชการแล้วปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท หลังจากนายเชียงฮ้อถึงแก่ความตาย นายเชาว์ วีระพลชัย บุตรของนายเชียงฮ้อซึ่งเป็นบิดาของโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทต่อมาจนกระทั่งนายเชาว์ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2531 จากนั้นโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ร่วม แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าครองครอบและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้เพราะจำเลยซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทไม่ยอมรื้อถอนบ้านออกไปและก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องขับไล่จำเลยตามคดีหมายเลขแดงที่ 214/2538 ของศาลชั้นต้นและคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนคือคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 214/2538 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้และคดีก่อนมีโจทก์จำเลยเป็นคู่ความรายเดียวกันและคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว แต่คดีก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอ้างเหตุว่าโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินคนใหม่โดยเพิ่งไปขอเช่าและทำสัญญาเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2533 ซึ่งที่ดินที่เช่าดังกล่าวมีจำเลยเข้าอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นโจทก์จึงมีเพียงสิทธิการเช่าเท่านั้นโดยยังมิได้เข้าครอบครองใช้ประโยชน์ที่เช่าดังกล่าว เมื่อโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ก่อนได้แต่ลำพังโดยไม่เรียกให้ผู้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ทั้งห้องแถวพิพาทมิได้เป็นของโจทก์อีกด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่เป็นเนื้อหาแห่งคดีที่ว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทหรือไม่ ดังนั้น การที่โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทคดีนี้จึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 214/2538 ของศาลชั้นต้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปมีว่า จำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวเมื่อนายเชียงฮ้อซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย สัญญาเช่าที่ดินพิพาทก็เป็นอันระงับไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของนายเชียงฮ้อ ที่จำเลยเบิกความอ้างว่าเมื่อนายเชียงฮ้อตาย ทายาททุกคนมอบหมายให้นายเชาว์ไปทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ร่วมแทนทายาททุกคนนั้น มีแต่นางยินดี มูลธิโต ซึ่งเป็นน้องของจำเลยปากเดียวเบิกความสนับสนุน สำหรับพันตำรวจตรีสุทิน วีระพลชัย ซึ่งเป็นน้องของจำเลยอีกคนหนึ่งก็เบิกความในเรื่องนี้เพียงว่าหลังจากที่บิดาถึงแก่ความตาย พี่น้องทุกคนตกลงให้นายเชาว์เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุต่อเนื่องจากเป็นพี่ชายคนโตเท่านั้น พยานปากนี้ไม่ได้เบิกความว่าพี่น้องทุกคนตกลงให้นายเชาว์เป็นผู้เช่าแทนทายาทแต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นอีก ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน้อยไม่น่าเชื่อถือ ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อนายเชาว์ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้เข้าทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วมตั้งแต่ปี 2533 ตลอดมาทั้งก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วม ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอเช่าที่ดินพิพาทแทนนายเชาว์ผู้เช่าที่ถึงแก่กรรมต่อโจทก์ร่วม จากนั้นโจทก์ร่วมได้ออกแจ้งความเรื่องขอเช่าที่ดินราชพัสดุเพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง