คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 4123/2543
หลักกฎหมาย
ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อนี้ให้ พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยในส่วนการลักธนาณัติของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างไป แล้วปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในช่องผู้มอบฉันทะให้รับเงินแทน และนำธนาณัติไปใช้ยื่นต่อพนักงานของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขเพื่อให้จ่ายเงินตามธนาณัติ เป็นการที่จำเลยได้กระทำการทั้งหลายอย่างต่อเนื่องกันโดยจำเลยมีเจตนาอย่างเดียวคือให้พนักงานของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขหลงเชื่อว่าเอกสารต่าง ๆที่จำเลยได้ทำปลอมขึ้นเป็นเอกสารที่แท้จริงเพื่อจะได้จ่ายเงินตามจำนวนในธนาณัติให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์ธนาณัติของโจทก์ร่วมกับฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมโดยจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารเองต้องลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวและเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งต้องลงโทษฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(11) วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ เป็นการรับสารภาพว่าได้กระทำการต่าง ๆ ดังที่โจทก์ฟ้อง แต่จำเลยจะมีความผิดตาม บทกฎหมายใดหรือไม่ เป็นอำนาจของศาลจะพิจารณาวินิจฉัย จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเกี่ยวกับธนาณัติของโจทก์ร่วมรวม 3 ฉบับ ซึ่งแต่ละฉบับจำเลยได้กระทำการต่าง ๆ ต่างวันเวลากัน และเป็นความผิดสำเร็จ แต่ละฉบับต่างวันเวลากัน การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็น ความผิด 3 กรรมต่างกัน ซึ่งต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ไปตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางวัน จำเลยลักธนาณัติค่างวดรถจักรยานยนต์ของนางสุมาลี แซ่เตียว ผู้เสียหายซึ่งลูกค้าส่งมาชำระหนี้มูลค่า 2,240 บาท ที่เป็นของนายจ้างของจำเลยไปโดยทุจริต และในวันเวลาเดียวกันจำเลยได้ปลอมเอกสารโดยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายลงในช่องผู้มอบฉันทะให้รับเงินแทนในธนาณัติที่จำเลยลักไปดังกล่าวแล้วจำเลยได้ใช้ธนาณัติที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายดังกล่าวยื่นต่อพนักงานของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข สาขาลำปลายมาศ เพื่อให้จ่ายเงินตามธนาณัตินั้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางวันจำเลยลักธนาณัติค่างวดรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งลูกค้าส่งมาชำระหนี้มูลค่า 1,800 บาทที่เป็นของนายจ้างของจำเลยไปโดยทุจริต และในวันเวลาเดียวกันจำเลยได้ปลอมเอกสารโดยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายลงในช่องผู้มอบฉันทะให้รับเงินแทนในธนาณัติที่จำเลยลักไปดังกล่าวแล้ว จำเลยได้ใช้ธนาณัติที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายดังกล่าวยื่นต่อพนักงานของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข สาขาลำปลายมาศ เพื่อให้จ่ายเงินตามธนาณัตินั้นและเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางวันจำเลยลักธนาณัติค่างวดรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งลูกค้าส่งมาชำระหนี้มูลค่า 3,600 บาทที่เป็นของนายจ้างของจำเลยไปโดยทุจริต และในวันเดียวกันจำเลยได้ปลอมเอกสารโดยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายลงในช่องผู้มอบฉันทะให้รับเงินแทนในธนาณัติที่จำเลยลักไปดังกล่าว แล้วจำเลยได้ใช้ธนาณัติที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายดังกล่าวยื่นต่อพนักงานของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขสาขาลำปลายมาศ เพื่อให้จ่ายเงินตามธนาณัตินั้น ทั้งนี้การที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายลงในช่องผู้มอบฉันทะให้รับเงินแทนในธนาณัติทั้งหมดดังกล่าวเพื่อให้พนักงานของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขดังกล่าวหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และการที่จำเลยใช้ธนาณัติที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายดังกล่าวในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข สาขาลำปลายมาศและประชาชนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 335, 91และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาธนาณัติรวม 3 ฉบับ มูลค่า 7,640 บาทที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ระหว่างพิจารณา นางสุมาลี แซ่เตียว ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 268 วรรคแรก, 335(11) วรรคแรก ฐานลักทรัพย์ 3 กระทงให้จำคุกกระทงละ 1 ปี ส่วนฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม 3 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาข้อแรกสรุปใจความได้ว่า จำเลยไม่มีเจตนาจะลักธนาณัติของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางวัน จำเลยลักธนาณัติค่างวดรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งลูกค้าส่งมาชำระหนี้ มูลค่า 2,240 บาทที่เป็นของนายจ้างของจำเลยไปโดยทุจริต และในวันเวลาเดียวกันจำเลยได้ปลอมเอกสารโดยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายในช่องผู้มอบฉันทะให้รับเงินแทนในธนาณัติที่จำเลยลักไปดังกล่าว แล้วจำเลยได้ใช้ธนาณัติที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายดังกล่าวยื่นต่อพนักงานของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข สาขาลำปลายมาศ เพื่อให้จ่ายเงินตามธนาณัตินั้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางวัน จำเลยลักธนาณัติค่างวดรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งลูกค้าส่งมาชำระหนี้ มูลค่า 1,800 บาทที่เป็นของนายจ้างของจำเลยไปโดยทุจริตและในวันเวลาเดียวกันจำเลยได้ปลอมเอกสารโดยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายลงในช่องผู้มอบฉันทะให้รับเงินแทนในธนาณัติที่จำเลยลักไปดังกล่าว แล้วจำเลยได้ใช้ธนาณัติที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายดังกล่าวยื่นต่อพนักงานของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข สาขาลำปลายมาศ เพื่อให้จ่ายเงินตามธนาณัตินั้นและเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางวัน จำเลยลักธนาณัติค่างวดรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งลูกค้าส่งมาชำระหนี้ มูลค่า 3,600 บาทที่เป็นของนายจ้างของจำเลยไปโดยทุจริต และในวันเวลาเดียวกันจำเลยได้ปลอมเอกสารโดยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายลงในช่องผู้มอบฉันทะให้รับเงินแทนในธนาณัติที่จำเลยลักไปดังกล่าว แล้วจำเลยได้ใช้ธนาณัติที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายดังกล่าวยื่นต่อพนักงานของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข สาขา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง