คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564
ฎีกาที่ 4123/2564
หลักกฎหมาย
ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทในชั้นฎีกาว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) หรือไม่ และคดีดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้มีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4122/2564 วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18) ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทเดียวกันกับคดีนี้ ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความในคดีนี้ว่า รายจ่ายค่าเช่ารถสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18)
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 ให้จำเลยคืนเงินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม 586,610.86 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 396,140.98 บาท นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2555 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 205,993.31 บาท และของต้นเงิน 190,469.88 บาท นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2559 จนถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 9,523.49 บาท รวมทั้งสิ้น 802,127.66 บาท ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงิน 586,610.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 ให้จำเลยประเมินภาษีอากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ใหม่ โดยให้นำรายจ่ายค่าเช่ารถที่โจทก์จ่ายให้แก่นายกิตติ และรายจ่ายดอกเบี้ยจ่ายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท ส. ตามตั๋วสัญญาใช้เงินในส่วนที่เกินอัตราร้อยละ 3 มาใช้คำนวณเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิภายในไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชีที่โจทก์จะนำมาใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 เสร็จแล้วให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้นตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรคือวันที่ 24 ธันวาคม 2555 จนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินภาษีอากรแต่มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน และให้จำเลยคืนเงิน 190,469.62 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินภาษีอากร แต่มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 โดยให้นำรายจ่ายค่าเช่ารถรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 จำนวน 5,423,488 บาท ไปหักในการคำนวณกำไรสุทธิรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 ให้นำรายจ่ายค่าเช่ารถรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 8,132,875 บาท ไปหักในการคำนวณกำไรสุทธิ แต่ไม่ให้นำรายจ่ายดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่บริษัท ส. จำกัด รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 1,680,230.37 บาท ไปหักในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 และไม่ให้นำรายจ่ายดอกเบี้ยที่จ่ายให้บริษัท ส. จำกัด รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2553 จำนวน 660,252.90 บาท ไปหักในการคำนวณกำไรสุทธิรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2553 หากมีผลขาดทุนสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2553 ตามการคำนวณเท่าใด ให้นำไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (12) โดยไม่ให้นำรายจ่ายดอกเบี้ยจำนวน 444,832.75 บาท ไปหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 หากการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2554 ตามที่ปรับปรุงปรากฏว่า โจทก์มีสิทธิได้รับคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายหรือที่ชำระตามการประเมินเพียงใด ให้จำเลยคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับถัดจากวันครบกำหนดระยะเวลา 3 เดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืน แต่ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำนวนภาษีอากรที่ได้รับคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง