คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 4130/2540
หลักกฎหมาย
เกิดเหตุรถชนแล้วจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขับรถคู่กรณีหลบหนีไปส่อแสดงพิรุธว่าเป็นฝ่ายกระทำผิดจริง และยังต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 78 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 แม้ฝ่ายโจทก์จะมิได้นำสืบ น. ซึ่งเป็นพยานคู่กับโจทก์ที่ 1ในคราวเดียวกันก็ดี แต่ศาลย่อมใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักคำพยานดังกล่าวแล้วได้กฎหมายมิได้บัญญัติห้ามมิให้รับฟัง ร้อยตำรวจเอกป.เป็นพนักงานสอบสวนผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุการพบร่องรอยตลอดจนเศษวัสดุต่าง ๆ ที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุจึงเป็นประจักษ์พยานไม่ใช่เป็นพยานบอกเล่า สำเนาใบเสร็จรับเงินเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ที่ 1 ที่โรงพยาบาลออกให้เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าโจทก์ที่ 1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลตามเอกสารดังกล่าวจริง ดังนี้แม้ฝ่ายโจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารให้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 แต่กรณีเห็นได้ว่าเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในเรื่องค่ารักษาพยาบาล ฉะนั้นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานข้างต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายนั้น ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาล รวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เพราะไม่สามารถประกอบการงาน และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วนทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาอนาคตด้วยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 443 วรรคสอง และมาตรา 444 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนี้ ผู้ทำละเมิดจึงต้องใช้ค่าขาดรายได้อันเป็นค่าเสียหายที่ขาดประโยชน์ทำมาหาได้อีกส่วนหนึ่ง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 กล่าวคือ ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์เป็นเงิน 40,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 29,564 บาทค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วนเพราะทุพพลภาพเป็นเงิน 60,000 บาท และค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานเป็นเงิน 120,000 บาท รวมค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 249,564 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กลับพิพากษาให้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 209,564 บาท กรณีเป็นที่เห็นได้ชัดว่าเกิดจากความผิดพลาดหรือผิดหลงในการรวมคำนวณยอดค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยที่แก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ให้ถูกต้องได้ ส.มีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบการทำงานของคนขับรถของจำเลยที่ 1 หากคนขับไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับส.สามารถเสนอเรื่องให้กรรมการของจำเลยที่ 1 ลงโทษได้นอกจากนี้ด้านข้างของรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุระบุตัวอักษรชื่อย่อของจำเลยที่ 1 อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุ ส. พนักงานของจำเลยที่ 1 ยังไปติดต่อขอชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ถูกกระทำละเมิด พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และได้กระทำไปในทางการที่จ้าง จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะเกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 เท่านั้น และมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาของทุนทรัพย์ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ให้แก่จำเลยทั้งสองทั้งหมด
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 155ป.พ.พ. 425ป.พ.พ. 443ป.พ.พ. 444ป.วิ.พ. 85ป.วิ.พ. 87ป.วิ.พ. 90ป.วิ.พ. 95ป.วิ.พ. 143พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 78
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองใช้ประโยชน์รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน สงขลา ฝ-0964 ราคา 58,000 บาท โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภรรยาและเป็นบิดามารดาของนายนริศรผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการจำหน่ายและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมายและสั่งการให้เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0052 ชุมพร เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2534 จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ ซึ่งจำเลยที่ 2 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ กล่าวคือ จำเลยที่ 2 ขับรถด้วยความเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดในลักษณะที่น่าหวาดเสียว แล่นแซงรถยนต์คันหน้าล้ำเข้าไปในทางเดินรถที่แล่นสวนทางมา ขณะเดียวกันผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ โดยมีโจทก์ที่ 1นั่งซ้อนท้ายแล่นสวนทางมาเป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยที่ 2 ขับเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ข้างต้นในทางเดินรถของรถจักรยานยนต์ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสและรถจักรยานยนต์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 673,406 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 397,031 บาท และโจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 371,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 653,000 บาท 385,000 บาท 360,000 บาท ตามลำดับนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 การขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันของจำเลยที่ 2 หาใช่เป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ จำเลยทั้งสองดำเนินกิจการขนส่งน้ำมันร่วมกันในฐานะเป็นหุ้นส่วน เหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความประมาทของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 359,564 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 205,000 บาท และโจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวตามลำดับนับแต่วันที่ 18 เมษายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคนดังกล่าวจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 209,564 บาท แก่โจทก์ที่ 1กับจำนวนเงิน 145,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และจำนวนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวตามลำดับนับแต่วันที่ 18 เมษายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคนนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้คงมีปัญหาวินิจฉัยคดีของโจทก์ที่ 1 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะเกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 เท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0052 ชุมพร เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนสงขลา ฝ-0964 เป็นเหตุให้นายนริศร เอียดแก้ว ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย และโจทก์ที่ 1 กับนางสาวประนอมแสงอินทร์ ซึ่งนั่งซ้อนท้ายมาด้วยกันได้รับบาดเจ็บ โดยโจทก์ที่ 1 แขนขวาลีบต้องพิการไปตลอดชีวิต คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นลำดับแรกว่า เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 หรือไม่เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกประเสริฐพยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่และไม่มีส่วนได้เสียกับคู่กรณีฝ่ายใดนับได้ว่าเป็นพยานคนกลาง ถ้อยคำจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ประกอบกับแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่พนักงานสอบสวนได้ทำไว้นับว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่จะแสดงให้เห็นถึงจุดชนว่าอยู่ในทางเดินรถของฝ่ายใด เพราะในที่เกิดเหตุจะต้องปรากฏร่องรอยต่าง ๆ ตลอดจนเศษวัสดุที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุย่อมใช้เป็นหลักฐานประกอบคดีได้เป็นอย่างดี เว้นแต่จะได้ความว่าพนักงานสอบสวนได้ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุโดยไม่ถูกต้องอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเข้าข้างคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่คดีนี้ไม่ปรากฏพฤติการณ์เช่นที่กล่าวแล้ว นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขับรถคู่กรณีกลับหลบหนีไปส่อแสดงพิรุธว่าเป็นฝ่ายกระทำผิดจริง และยังต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 78 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 อีกด้วย ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า ฝ่ายโจทก์ดำเนินคดีโดยไม่สุจริต เพราะเพิ่งนำนางสาวประนอมซึ่งเป็นพยานคู่กับโจทก์ที่ 1 เข้าเบิกความเป็นพยานภายหลังจากที่โจทก์ที่ 1 เบิกความไปแล้วเป็น
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง