คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 417/2546
หลักกฎหมาย
การที่คู่ความซึ่งมีหน้าที่นำสืบภายหลังต้องถามค้านพยานของคู่ความฝ่ายที่นำสืบก่อนในเวลาที่พยานเบิกความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 นั้นต้องเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบภายหลังประสงค์จะสืบพยานของตนเพื่อหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขถ้อยคำพยานฝ่ายที่นำสืบก่อนในข้อความทั้งหลายซึ่งพยานเช่นว่านั้นเป็นผู้รู้เห็น หรือเพื่อพิสูจน์ข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกี่ยวด้วยการกระทำหรือถ้อยคำหรือหนังสือซึ่งพยานเช่นว่านั้นได้กระทำขึ้นโดยเฉพาะ เมื่อประเด็นแห่งคดีมีว่า สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ซึ่งจำเลยได้ถามค้านพยานโจทก์ถึงความไม่ถูกต้องของการทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องไว้แล้ว การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลและสำเนาสัญญากู้ยืมเงินก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความประพฤติของโจทก์ในการเขียนสัญญากู้ยืมเงิน อันเป็นการสืบตามประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ มิใช่เป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงถ้อยคำของพยานโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิสืบตามประเด็นข้อต่อสู้ของตนได้ แม้จะมิได้ถามค้านพยานโจทก์ในข้อนี้ไว้ก็ตาม กรณีมิใช่การจู่โจมทางพยานหลักฐานหรือเอาเปรียบโจทก์แต่อย่างใด จำเลยไม่จำต้องถามค้านพยานโจทก์ไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 ศาลรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้และรับเงินไปจากโจทก์จำนวน180,000 บาท ยอมชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ร้อยละ 15 ต่อปี ตกลงชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนในวันที่ 26 กรกฎาคม 2538 มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันโดยทำหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้เป็นหลักฐาน จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เพียง 17,500 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยนับแต่เดือนสิงหาคม 2538 ตลอดมาดอกเบี้ยคงค้างถึงวันฟ้องเป็นเงิน 21,880 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 201,880 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน180,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอมเพราะโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้เงิน ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันทั้งสามฉบับซึ่งยังไม่มีการกรอกข้อความแต่โจทก์นำไปกรอกข้อความในภายหลังว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินไปตามฟ้องโดยมีจำเลยที่ 2และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันซึ่งไม่ตรงตามความเป็นจริง และไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยทั้งสาม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพราะใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินคืนโจทก์ จำนวน 48,760บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 47,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 25 มกราคม 2539) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสามยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมหลังจากโจทก์สืบพยานเสร็จแล้วเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 2 เป็นการขอระบุพยานบุคคลที่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ ส่วนคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 เป็นการขอระบุพยานเอกสารหนังสือสัญญากู้เงินที่ผู้อื่นเคยกู้ยืมเงินโจทก์ในครั้งก่อน เอกสารดังกล่าวอยู่กับโจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ทราบว่ามีอยู่จึงไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานได้ทัน หากจำเลยทั้งสามได้นำสืบถึงหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว จะแสดงข้อเท็จจริงให้ปรากฏชัดว่า โจทก์มีวิธีเขียนสัญญาอย่างไร ซึ่งเป็นการแสดงพฤติกรรมของโจทก์ ตามประเด็นหน้าที่นำสืบของจำเลยว่า หนังสือสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องคดีนี้ปลอมหรือไม่ ทั้งเป็นการยื่นคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมก่อนศาลพิพากษาคดี อันเป็นการขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมโดยชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม แล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องของจำเลยทั้งสามแล้ว เห็นว่า เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้นจึงอนุญาตให้จำเลยทั้งสามยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามนำสืบนายสุริชัย ไชยวงษา นายนิติ ระเวียง นายทองผลองอาจ นายโสภณ บุญยาน้อย และสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ป.ล.2 และ ป.ล.3 โดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้ก่อน การที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าว จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่คู่ความซึ่งมีหน้าที่นำสืบภายหลังต้องถามค้านพยานของคู่ความฝ่ายที่นำสืบก่อนในเวลาที่พยานเบิกความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 นั้น ต้องเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบภายหลังประสงค์จะสืบพยานของตนเพื่อหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขถ้อยคำพยานฝ่ายที่นำสืบก่อนในข้อความทั้งหลายซึ่งพยานเช่นว่านั้นเป็นผู้รู้เห็น หรือเพื่อพิสูจน์ข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกี่ยวด้วยการกระทำหรือถ้อยคำหรือหนังสือซึ่งพยานเช่นว่านั้นได้กระทำขึ้นโดยเฉพาะ เมื่อประเด็นแห่งคดีมีว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสามได้ถามค้านพยานโจทก์ถึงความไม่ถูกต้องของการทำหนังสือสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องคดีนี้ไว้แล้ว การที่จำเลยทั้งสามนำสืบนายสุริชัย นายนิติ นายทองผลนายโสภณ และสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ป.ล.2 และ ป.ล.3 เพื่อแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความประพฤติของโจทก์ในการเขียนหนังสือสัญญากู้เงิน อันเป็นการนำสืบตามประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ มิใช่เป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงถ้อยคำของพยานโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธินำสืบตามประเด็นข้อต่อสู้ของตนได้ แม้จะมิได้ถามค้านพยานโจทก์ในข้อนี้ไว้ ไม่ใช่เป็นการจู่โจมทางพยานหลักฐานหรือเอาเปรียบโจทก์ดังที่โจทก์ฎีกา จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 ที่จำเลยทั้งสามจะต้องถามค้านพยานโจทก์ไว้ ศาลชั้นต้น
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง