คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 4179/2539
หลักกฎหมาย
โจทก์ที่1ที่2และที่3มอบอำนาจให้โจทก์ที่4โดยระบุให้ฟ้องจำเลยฐานผิดสัญญาจะซื้อจะขายคดีนี้และให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลในทางจำหน่ายสิทธิเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการครั้งเดียวคือการดำเนินกระบวนพิจารณาเฉพาะคดีนี้โดยมีอำนาจตามความที่ปรากฏในเอกสารซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์10บาทตามบัญชีอากรแสตมป์ข้อ7(ก)และกรณีนี้มีผู้มอบอำนาจ3คนซึ่งมิได้เป็นผู้มอบอำนาจร่วมกันแต่มอบอำนาจในตราสารฉบับเดียวกันต้องปิดอากรแสตมป์ตามรายตัวบุคคลสำหรับผู้มอบอำนาจคนหนึ่งเป็นเรื่องหนึ่งโจทก์ปิดอากรแสตมป์รวม30บาทซึ่งครบถ้วนตามนัยประมวลรัษฎากรมาตรา108และใช้เป็นพยานหลักฐานได้ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโดยได้บรรยายฟ้องแสดงเหตุให้เห็นว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ที่1ถึงที่3แล้วจำเลยผิดสัญญาโดยไม่ไปรับโอนที่ดินและมอบตั๋วแลกเงินอาวัลชำระราคาที่ดินแก่โจทก์ตามกำหนดโจทก์ที่1ถึงที่3จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยจำเลยย่อมไม่มีอำนาจที่จะขออายัดห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินของโจทก์ที่1ที่2และที่4ตามสัญญาจะซื้อจะขายต่อไปดังนั้นคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้จำเลยยกเลิกเพิกถอนการอายัดห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินต่อสำนักงานที่ดินและต่อสำนักงานวางทรัพย์จึงมิใช่คนละเรื่องกับคำฟ้องส่วนโจทก์ที่4ได้บรรยายฟ้องถึงการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จะซื้อจะขายโดยรับโอนมาจากโจทก์ที่3และแสดงถึงนิติสัมพันธ์ทั้งเหตุที่จำเลยผิดสัญญากับการที่จำเลยไปอายัดที่ดินดังกล่าวทำให้โจทก์ที่4เสียหายพร้อมกับเรียกค่าเสียหายในการนี้ด้วยดังนี้ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้วไม่เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทนี้ที่ดินดังกล่าวได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ทายาทของข.จึงเป็นเหตุให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแยกกันไปตามทายาทผู้รับมรดกที่ดินของข. แต่ละแปลงเนื้อหาสาระของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้ง3ฉบับเป็นอย่างเดียวกันคู่สัญญาฝ่ายผู้จะซื้อเป็นบุคคลคนเดียวกันคือจำเลยนี้ถือได้ว่าเป็นคดีที่คู่ความบางฝ่ายเป็นคู่ความรายเดียวกันจึงเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกันหากแยกฟ้องก็สามารถขอให้พิจารณารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา28โจทก์ทั้งสี่จึงย่อมใช้สิทธิร่วมกันฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกันได้ ข้อฎีกาจำเลยซึ่งจำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การแล้วแต่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยให้และจำเลยมิได้อุทธรณ์การที่จำเลยกลับมายกขึ้นฎีกาแม้ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตามแต่ปัญหาว่าผู้รับมอบอำนาจกระทำการนอกเหนืออำนาจหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาและศาลฎีกามีอำนาจรับวินิจฉัยให้ นอกจากโจทก์ที่1ที่2และที่3มอบอำนาจให้โจทก์ที่4ดำเนินคดีแก่จำเลยในฐานะผิดสัญญาแล้วยังมอบอำนาจให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆในศาลด้วยการที่โจทก์ที่4ฟ้องจำเลยและขอศาลบังคับจำเลยให้ทำการเพิกถอนที่ดินที่จำเลยอายัดไว้มิให้จำหน่ายจ่ายโอนจึงเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการที่จำเลยผิดสัญญาและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆในศาลนั่นเองโจทก์ที่4จึงหาได้กระทำการนอกเหนืออำนาจแต่อย่างใดไม่ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่พิพาทที่โจทก์ที่2ในฐานะผู้จัดการมรดกของข. โดยโจทก์ที่4เป็นผู้รับมอบอำนาจเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้จะขายและจำเลยเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้จะซื้อสิทธิและหน้าที่ความรับผิดต่างๆตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสิทธิและหน้าที่ของกองมรดกของข. เมื่อโจทก์ที่4ได้รับมรดกที่ดินดังกล่าวโจทก์ที่4จึงรับไปทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวด้วยโจทก์ที่4จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้อ3ระบุว่า"ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะทำการโอนและรับโอนที่ดินที่ซื้อขายในข้อ1และผู้จะซื้อจะส่งมอบตั๋วแลกเงินอาวัลโดยธนาคารตามข้อ2ให้แก่ผู้จะขายให้แล้วเสร็จตามกฎหมายจนกระทั่งสำนักงานที่ดินออกโฉนดใหม่ให้เรียบร้อยทั้งนี้ภายในวันที่17เมษายน2531นับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไปและในระหว่างก่อนถึงเวลากำหนดข้างต้นนี้ผู้จะขายยินยอมให้ความร่วมมือในการที่จะแบ่งที่ดินที่ซื้อขายนี้เป็นแปลงย่อยๆในนามเดิมและยินยอมให้ผู้จะซื้อทำการปรับปรุงถนนและที่ดินตลอดจนทำการก่อสร้างซ่อมแซมเพิ่มเติมได้ยินยอมให้ขออนุญาตปลูกสร้างดัดแปลงต่อเติมอาคารขอเลขบ้านมิเตอร์ไฟฟ้าประปาโทรศัพท์การจัดสรรที่ดินหรือการขออนุญาตอื่นๆที่จำเป็นต่อหน่วยราชการรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในนามของผู้จะซื้อหรือผู้จะขายก็ได้ส่วนค่าใช้จ่ายผู้จะซื้อเป็นผู้ออกเองทั้งสิ้น"จากข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นความประสงค์ของคู่สัญญาว่าในการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินทั้ง3แปลงก่อนถึงกำหนดการโอนกรรมสิทธิ์ผู้จะขายยินยอมให้ผู้จะซื้อเป็นผู้ดำเนินการแบ่งที่ดินที่จะซื้อจะขายเป็นแปลงย่อยๆด้วยตนเองโดยผู้จะขายคือฝ่ายโจทก์ให้ความร่วมมือมอบอำนาจให้ผู้จะซื้อคือจำเลยดำเนินการดังนั้นการที่ยังมิได้มีการแบ่งแยกที่ดินที่จะซื้อจะขายออกเป็นแปลงย่อยๆก่อนวันครบกำหนดสัญญาจะซื้อจะขายจึงไม่ใช่ความผิดของฝ่ายโจทก์ผู้จะขายทั้งการจดทะเบียนทางภารจำยอมฝ่ายโจทก์ก็ดำเนินการให้แล้วการที่จำเลยไม่ไปรับจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและไม่มอบตั๋วแลกเงินอาวัลโดยธนาคารให้แก่ฝ่ายโจทก์ภายในกำหนดตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหายใดๆจากโจทก์และเมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเลิกกันเพราะความผิดของจำเลยโจทก์ทั้งสี่ย่อมมีอำนาจริบมัดจำที่จำเลยวางไว้เป็นประกันในการปฏิบัติตามสัญญาได้
มาตราที่อ้างถึง
ป.รัษฎากร 108ป.พ.พ. 171ป.พ.พ. 378ป.พ.พ. 391ป.พ.พ. 456ป.พ.พ. 800ป.พ.พ. 801ป.พ.พ. 1600ป.วิ.พ. 28ป.วิ.พ. 172ป.วิ.พ. 246ป.วิ.พ. 247ป.วิ.พ. 249
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 33263 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 33264 โจทก์ที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเขียน มณีขาว ในที่ดินโฉนดเลขที่ 33265โจทก์ที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 33265โดยรับโอนมาจากโจทก์ที่ 3 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2532เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 33263, 33264 และ 33265 โดยตกลงจะซื้อจากโจทก์ที่ 4 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 แยกทำเป็นสัญญา 3 ฉบับ ฉบับแรกทำสัญญากับโจทก์ที่ 1ในราคา 1,460,000 บาทฉบับที่สองทำสัญญากับโจทก์ที่ 2 ในราคา 1,536,000 บาท และฉบับที่สามทำสัญญากับโจทก์ที่ 3 ในราคา 2,030,000 บาท มีข้อตกลงในสัญญาแต่ละฉบับว่า การชำระราคาที่ดินจำเลยจะต้องชำระโดยตั๋วแลกเงินของธนาคารแห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้นและแบ่งการชำระเงินเป็นตั๋วแลกเงินอาวัลตามสัญญาละ 2 ฉบับโดยฉบับแรกสั่งจ่ายในวันที่ 17 ตุลาคม 2531 และฉบับที่สองสั่งจ่ายในวันที่ 17 เมษายน 2532 ตามลำดับส่วนการจดทะเบียนโอนรับโอน และการส่งมอบตั๋วแลกเงินอาวัลทั้งหกฉบับจะต้องให้แล้วเสร็จและถูกต้องตามกฎหมายภายในวันที่ 17 เมษายน 2531 หากจำเลยไม่สามารถจัดการได้ตามกำหนดถือว่าผิดสัญญายอมให้เลิกสัญญาทั้ง 3 ฉบับได้และบรรดาสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดบนที่ดินดังกล่าวยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ทันทีต่อมาผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 แจ้งให้จำเลยไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาพร้อมชำระราคาที่ดินแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จึงบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้ง 3 ฉบับและให้จำเลยยกเลิกและเพิกถอนการอายัด ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินทั้ง 3 โฉนดต่อสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร และต่อสำนักงานวางทรัพย์การที่จำเลยไปอายัดที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ ทำให้โจทก์ทั้งสี่เสียหาย เป็นค่าขาดประโยชน์จากการนำที่ดินออกให้ผู้อื่นเช่า ในอัตราค่าเช่าตารางวาละ 10 บาท ต่อเดือนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ขอคิดค่าเสียหายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2531ถึงเดือนสิงหาคม 2533 อันเป็นเดือนที่โจทก์ทั้งสี่นำคดีมาฟ้อง เป็นเวลา 23 เดือน เป็นเงิน 83,950 บาท และ88,320 บาท สำหรับโจทก์ที่ 3 ขอเรียกค่าเสียหายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2531 ถึงเดือนธันวาคม 2532 เป็นเวลา 15 เดือนเป็นเงิน 60,900 บาท ส่วนโจทก์ที่ 4 ผู้รับโอนที่ดินของโจทก์ที่ 3ขอเรียกค่าเสียหายต่อจากโจทก์ที่ 3 อีกเดือนละ 4,060 บาทนับแต่เดือนมกราคม 2533 ถึงเดือนสิงหาคม 2533เป็นเวลา 8 เดือน เป็นเงิน 32,480 บาท และโจทก์ที่ 1ที่ 2 และที่ 4 ขอคิดค่าเสียหายในอัตราเดียวกันกับอัตราข้างต้นที่มีสิทธิจะได้รับนับถัดจากเดือนฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะยกเลิกเพิกถอนการอายัด ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนการอายัด ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 33263,33265 ต่อสำนักงานที่ดิน หากขัดขืนหรือเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่จำนวน265,650 บาท และค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4ต่อไปอีกเดือนละ 11,550 บาท นับถัดจากเดือนฟ้องจนกว่าจำเลยจะยอมเพิกถอนการอายัดห้ามจำหน่ายที่จ่ายโอนที่ดินของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งสี่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์แต่ละคนฟ้องคดีโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินแยกกันคนละฉบับ และที่ดินที่จะซื้อจะขายเป็นคนละแปลงกันมูลความแห่งคดีของโจทก์แต่ละคนจึงแบ่งแยกออกจากกัน และโจทก์แต่ละคนไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 4 ฟ้องคดีหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอมเพราะลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจทั้งหมดมิใช่ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์ที่ 4 ไม่ใช่คู่สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลย และมิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกันโจทก์ที่ 4 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และหนังสือมอบอำนาจให้อำนาจเฉพาะการฟ้องคดีเกี่ยวกับการผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแต่ไม่ได้มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยทำการเพิกถอนการอายัดที่ดินตามฟ้องด้วย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะโจทก์ทั้งสี่บรรยายฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน แต่โจทก์ทั้งสี่กลับขอให้จำเลยไปทำการเพิกถอนการอายัดที่ดินที่จะซื้อจะขายโดยมิได้แสดงให้แจ้งชัดว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยไปทำการเพิกถอนการอายัดที่ดินโดยอาศัยสิทธิอันใดและสำหรับโจทก์ที่ 4 ก็มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 4 อย่างไรทำให้จำเลยเสียเปรียบและหลงข้อต่อสู้จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน แต่โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายผิดข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามฟ้องต่อจำเลย ไม่นำโฉนดที่ดินไปยื่นขอแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยให้แล้วเสร็จตามที่จำเลยแจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง