คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 4219/2556
หลักกฎหมาย
ที่ดินที่โจทก์มีหลักฐานเป็นใบ ภ.บ.ท. 5 เป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์อาจมีสิทธิครอบครองได้ โดยการครอบครองมาก่อนหรือรับโอนการครอบครองจากผู้ที่ครอบครองมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ราษฎรที่โจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวมา ได้ครอบครองที่ดินตามหลักฐานใบ ภ.บ.ท. 5 มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 4 ป.ที่ดิน ต้องถือว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของรัฐ การเข้ายึดถือครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แม้จะเสียภาษีบำรุงท้องที่ก็ตาม เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 9 แห่ง ป.ที่ดิน โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิอ้างการครอบครองที่ผิดกฎหมายยันรัฐได้ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ซึ่งโจทก์ถือครอง เป็นส่วนหนึ่งของที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูงที่ราษฎรนำสัตว์มาเลี้ยงร่วมกันตั้งแต่ปี 2473 ก่อนประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติในปี 2511 จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) โดยสภาพ แม้นายอำเภอปักธงชัยจะเพิ่งออกประกาศว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในปี 2524 ภายหลังเวลาที่มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้แก่ราษฎรผู้มีชื่อในปี 2518 ก็ไม่มีผลทำให้ที่ดินดังกล่าวไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอย่างใดเพราะการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันนั้น แม้ทางราชการไม่ได้ทำหลักฐานขึ้นทะเบียนไว้ ก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมาย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันทำลายแผนที่และเอกสารอื่นที่เกิดจากการรังวัดที่จำเลยที่ 3 จัดทำขึ้นทั้งหมด และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันทำลายหรือถอนหลักคอนกรีตและหลักเขตที่สาธารณะที่ไปปักในที่ดินของโจทก์ออกทั้งหมด โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งเจ็ดเอง หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางพึงใจ ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อปี 2533 โจทก์ซื้อที่ดินจากผู้มีชื่อโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เป็นที่ดินมีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน จำนวน 9 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และเป็นที่ดินไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มีเพียงหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ จำนวน 6 แปลง ตามใบ ภ.บ.ท. 5 เจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่เจ้าของที่ดินเดิมเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2518 แต่ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2524 นายอำเภอปักธงชัยในขณะนั้นได้ออกประกาศอำเภอปักธงชัย เรื่อง การจัดทำทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ความว่า อำเภอปักธงชัยให้เจ้าหน้าที่ไปสำรวจตรวจสอบประวัติและสภาพความเป็นมาของที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูง หมู่ที่ 5, ที่ 6 และที่ 13 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จำนวนเนื้อที่ดินโดยประมาณ 916 ไร่ เพื่อจัดทำทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาอันเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2515 ปรากฏว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ซึ่งราษฎรตำบลตะคุใช้ประโยชน์โดยทำเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์และเก็บผักหักฟืนร่วมกันมาแต่โบราณกาลนานนับร้อยปี จึงประกาศว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 ซึ่งอำเภอปักธงชัยจะได้นำขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นหลักฐานของทางราชการต่อไป ผู้ใดจะคัดค้านให้ยื่นคำคัดค้านภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศ ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2542 นายอำเภอปักธงชัยในขณะนั้น ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 4 ให้ดำเนินการตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ตามคำสั่งมีหนังสือแจ้งไปยังอธิบดีกรมที่ดินผ่านเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดว่า ในปีงบประมาณ 2542 อำเภอปักธงชัยประสงค์ขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแก่ที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นช่างรังวัดไปทำการรังวัดตามคำสั่งในใบนัดทำการรังวัด จำเลยที่ 3 ไปรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว รวม 4 ครั้ง ปรากฏว่า ได้เนื้อที่ 882 ไร่ 3 งาน 55 ตารางวา ลดลงจากที่ระบุในประกาศอำเภอปักธงชัย จำนวน 33 ไร่ 55 ตารางวา จำเลยที่ 3 เข้าปักหลักคอนกรีต 25 หลัก และหลักเขตที่สาธารณะ 4 หลัก ซึ่งรวมเข้าไปถึงที่ดินของโจทก์ทั้ง 16 แปลง และที่ดินของชาวบ้านอื่นด้วย โจทก์และบุคคลอื่นรวม 10 คน คัดค้านการรังวัด จำเลยที่ 3 ทำรายงานการรังวัดและแผนผังบริเวณที่รังวัดไว้ แต่จนกระทั่งถึงวันฟ้องยังมิได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงให้แก่ที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฝ่ายจำเลยกระทำละเมิดตามฟ้อง เพราะโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินจำนวน 16 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และตามใบ ภ.บ.ท. 5 หรือไม่ โดยโจทก์อ้างเป็นข้อฎีกาสำคัญว่า ที่ดินทั้ง 16 แปลง ของโจทก์มิใช่ที่ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกสูงไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) (2) เบื้องแรกเห็นว่า ในส่วนที่ดินที่โจทก์มีหลักฐานเป็นใบ ภ.บ.ท. 5 ทั้งเจ็ดแปลงนั้น ล้วนเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์อาจมีสิทธิครอบครองได้โดยการครอบครองมาก่อนหรือรับโอนการครอบครองจากผู้ที่ครอบครองมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับตามมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 6 บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินนี้ใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย" โดยประมวลกฎหมายที่ดินเริ่มใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2497 เมื่อโจทก์กล่าวมาในฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินเหล่านั้นมาจากราษฎรซึ่งมีหลักฐานดังกล่าวท้ายคำฟ้อง โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่าผู้ซึ่งมีใบ ภ.บ.ท. 5 เหล่านี
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง